วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการเพิ่มผลผลิตให้มังคุด ด้วยวิธีอินทรีย์

แผนการปฏิบัติงานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ
สําหรับสวนมังคุดตั้งแต่การเริ่มปลูก-การทำผลผลิตคุณภาพ
ระยะปลูก
ระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 9-10 X 9-10 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกมังคุดได้ ประมาณ 16-20 ต้น ในกรณีที่ปลูกด้วยต้นเสียบยอด ซึ่งให้ผลผลิตได้ ตั้งแต่อายุ 3-4 ปี อาจใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร เมื่อต้นมังคุดมีขนาดใหญ่ขึ้น มีทรงพุ่มชนกัน ให้ตัดต้นมังคุดออกต้นเว้นต้น จะทำให้ต้นที่เหลือมี ระยะปลูกเป็น 10X10 เมตร
การเตรียมหลุมปลูก
หลุมที่ปลูกมังคุดควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 50X50X50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ย หินฟอสเฟตประมาณ1/2 กระป๋องนม หรือประมาณ 100-150 กรัมต่อหลุม และ วัสดุฯอินทรีย์แท้ เกรด AAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 150-300 กรัม(1-2 กำมือ)ต่อหลุม คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุมให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อ ไว้สำหรับดินยุบตัวในภายหลัง
การปลูก
ต้นกล้าที่นำมาปลูก ควรมีความสมบูรณ์ โดยใบคู่สุดท้าย ควรจะเป็นใบที่แก่เต็มที่แล้ว และ ควรเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณไม่เกิน 2 ปี มีระบบรากแผ่กระจายดี ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง ก่อนปลูกควรตัด ใบให้เหลือครึ่งใบทุก ๆ ใบ เพื่อลดการคายน้ำ นำต้นกล้าไปปลูกตรงกลางหลุม ปลูกให้ลึกเท่ากับระดับดินเดิม แล้วพูนดินบริเวณโคนต้นให้เป็นเนินสูงขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกยึดต้นมังคุดไว้กับหลักเพื่อป้องกัน ลมพัดโยก หลังจากนั้นต้องรดน้ำตามทันทีเพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับราก การปล่อยให้ต้นไม้ที่ยังไม่ตั้งตัวถูก ลมพัดโยกไปมา โดยไม่มีหลักยึดจะทำให้ระบบรากไม่เจริญ และต้นมังคุดจะชะงักการเจริญเติบโตมีเปอร์เซ็นต์ การตายสูง นอกจากนี้แล้วต้นมังคุดที่เพิ่งปลูกจะไม่ทนต่อแสงแดด และความร้อนสูงต้องใช้ทางมะพร้าว หรือจากช่วยพรางแสงแดดให้กับต้นมังคุด จนกว่าจะมีขนาดโตพอประมาณและตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยปลดออก ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2 ปี
ในระหว่างที่รอมังคุดใหัผลผลิตในระยะ 1-4 ปี แรก อาจจะปลูกพืชแซมเพื่อเสริมรายได้ โดยการ ปลูกพืชผักหรือไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย มะละกอ สับปะรด เป็นต้น ในสวนที่ไม่ได้ปลูกพืชแซมควรปล่อยให้ มีหญ้าขึ้นตามธรรมชาติและคอยควบคุม โดยการตัด หรืออาจจะปลูกพืชคลุมดิน เพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน และ ความชื้นภายในดิน เช่น ถั่วลาย เพอราเลีย คุดชู (หรือซีลูเรียม) ก็ได้ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 2-3 กก./ไร่ และต้องคอยคุมไม่ให้เถาเลื้อยพันต้นมังคุด
การให้น้ำ
ต้น มังคุดปลูกใหม่ในระยะแรก จะขาดน้ำไม่ได้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ หากฝนไม่ตก หลังจากนั้นเมื่อต้นมังคุดตั้งตัวได้ดีแล้ว อาจเว้นระยะห่างออกไปบ้าง ปริมาณและความถี่ ของการให้น้ำขึ้นกับสภาพความชื้นของดินและเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งควรหาวัสดุ เช่นหญ้าแห้ง ฟางแห้ง คลุมบริเวณ โคนต้นเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน
สำหรับ มังคุดต้นโตและให้ผลผลิตแล้ว ยังจำเป็นต้องดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ในช่วง ปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาวฝนจะตกน้อยลงต้องดูแลเป็นพิเศษ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน ในภาคตะวัน ออกและเดือนมกราคมในภาคใต้) เพราะ ช่วงนี้มังคุดต้องการสภาพแห้งแล้ง เพื่อพักตัวและสะสมอาหารเตรียม การออกดอก ให้กำจัดวัชพืชและทำความสะอาดบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยให้ดินแห้งเร็วขึ้น ควบคุมการให้น้ำโดย ให้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ต้องระวังอย่างดน้ำจนใบมังคุดเหี่ยวเฉา และเมื่อต้นมังคุดผ่านสภาวะแห้งแล้ง มาได้ระยะหนึ่ง มังคุดจะเริ่มทยอยออกดอกและติดผลในเวลาต่อมาตลอดช่วงการเจริญของผลมังคุด ต้อง ดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมออาจจะให้วันเว้นวันหรือวันเว้นสองวัน เพื่อให้มังคุดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ป้องกันปัญหาเรื่องผลแตกยางไหล ในกรณีที่ให้น้ำโดยการลากสายยางรดควรพ่นน้ำเข้าไปในทรงพุ่มให้ทั่ว จะช่วยลดการทำลายของเพลี้ยไฟและไรแดง ได้บ้าง
ระบบ การให้น้ำถ้าเป็นสวนไม่ใหญ่นักอาจจะ ใช้วิธีลากสายยางรดน้ำได้ แต่ถ้าเป็นสวนขนาด ใหญ่ควรมีการวางระบบการให้น้ำในแต่ละต้นด้วย หัวเหวี่ยงขนาดเล็กก็จะสะดวกขึ้นและเป็นการ ประหยัดเวลาและ แรงงานในการให้น้ำ ตลอดจนประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดี
การใส่ปุ๋ยการใส่ปุ๋ยมังคุดที่ยังไม่ไห้ผล ให้ใส่ วัสดุฯอินทรีย์แท้ ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)อัตรา 0.3-1 กิโลกรัมต่อต้น ทุก ๆ 30-40 วัน ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่ม  และให้ใส่ปุ๋ยหลังจากตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืช อาจเสริมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-16-16 อัตรา 150 กรัม(1 กำมือ) ถึง 0.5 กิโลกรัม ปีละ 2-3 ครั้ง(ประมาณ 90 วัน/ครั้ง) โดยใส่สลับกับ วัสดุฯอินทรีย์เกรด AAA ยักษ์เขียว

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวการปฏิบัติเืบื้องต้นและเลือกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรด้วยความปลอดภัย


แนวการปฏิบัติเืบื้องต้นและเลือกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรด้วยความปลอดภัย


การปฏิบัติและเลือกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรด้วยความปลอดภัย
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  หมายถึง  วัตถุมีพิษที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมแมลง โรคพืชและวัชพืช  ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างมากในการใช้และการเก็บรักษา
ชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม
กลุ่มของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่สำคัญ ซึ่งได้แก่
1. สารเคมีกำจัดแมลง
2. สารป้องกันและกำจัดเชื้อรา
3. สารเคมีกำจัดวัชพืช
4. สารเคมีกำจัดไส้เดือนฝอย
ศัตรูพืชที่สำคัญ  แบ่งแยกเป็นประเภทได้ ดังนี้
1. ประเภทแมลงปากกัด
2. ประเภทแมลงปากดูด
3. ประเภทโรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัส
4. ประเภทโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
5. ประเภทโรคพืชที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
6. วัชพืช
7. ไส้เดือนฝอย
8. เชื้อราในดิน
9. แมลงศัตรูพืชในดิน
10. หนู
11. หอย
การอารักขาพืช (การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช)  คืออะไร?
การอารักขาพืช  หมาย ถึง ผลของความพยายามทั้งปวงของมนุษย์ที่จะปกป้องพืชที่ปลูกให้ปลอดภัยจากการ ทำลายของศัตรูพืชทั้งมวล และทำให้พืชที่ปลูกได้รับผลผลิตในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมสอดคล้องกับ ปริมาณปัจจัยการผลิตที่ถูกใช้ไป
การอารักขาพืช  ควรจะรวมถึงการเขตกรรม การใช้สารเคมี  และ ชีววิธี(ปลอดสารพิษ) ดังนั้นการอารักขาพืชจึงเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตพืช สำหรับในบทความนี้จะเอ่ยถึงเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น
ชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (แบ่งตามประสิทธิภาพและกิจกรรม)
ชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถแยกออกเป็นชนิดต่างๆ ตามประเภทสิทธิภาพและกิจกรรม ได้ดังนี้  คือ
1. สารกำจัดแมลง
2. สารกำจัดไร
3. สารป้องกันและกำจัดเชื้อรา
4. สารป้องกันและกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
5. สารกำจัดวัชพืช
6. สารกำจัดไส้เดือนฝอย
7. สารรมฆ่าเชื้อโรค/แมลงในดิน
8. สารกำจัดหนู
9. สารกำจัดหอย
10. สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
สารเคมีกำจัดแมลงและสารเคมีกำจัดไรศัตรูพืช
ชนิดของแมลงและไร
สารเคมี กำจัดแมลงจะสามารถควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชได้บางชนิด ในขณะที่สารเคมีกำจัดไรศัตรูพืชจะสามารถควบคุมไรศัตรูพืชเป็นส่วนใหญ่ และจะควบคุมแมลงได้บางชนิด ตามลักษณะของปากสามารถแบ่งแมลงออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ
1. แมลงพวกปากกัดและเคี้ยวกิน เช่น แมลงสาป จิ้งหรีด แมงกะชอน แมลงหางหนีบ ตั๊กแตน ด้วงปีกแข็ง  ด้วงงวง หนอนผีเสื้อกลางวันและหนอนผีเสื้อกลางคืน
2. พวกแมลงปากเจาะดูด ได้แก่ เพลี้ยไฟ มวน มวนแดง จักจั่น เพลี้ยจั๊กจั่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย บั่ว แมลงวันผลไม้ หนอนชอนใบ
สารเคมีกำจัดแมลงและการออกฤทธิ์ทำลาย
ตามลักษณะการออกฤทธิ์ทำลายเราสามารถจำแนกกลุ่มสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้  ดังนี้
1. สารกำจัดแมลง
2. สารกำจัดไร
3. สารกำจัดเพลี้ย
4. สารกำจัดไข่แมลง
5. สารกำจัดตัวอ่อน
6. สารกำจัดตัวเต็มวัย (ตัวแก่) ของแมลง
7. สารผสม 2-3 ชนิด ดังกล่าวรวมกัน
ชนิดปฏิกิริยาของสารกำจัดแมลงตามลักษณะการเข้าทำลายและแมลงศัตรูพืชเป้าหมาย
1. สารกำจัดแมลงประเภทสัมผัสหรือถูกตัวตาย ทำลายแมลงทุกชนิด
2. สารกำจัดแมลงประเภทกินตาย ทำลายแมลงพวกปากจัดกิน
3. สารกำจัดแมลงประเภททำลายระบบหายใจ ทำลายแมลงทุกชนิด
4. สารกำจัดแมลงประเภทดูด ซึม ทำลาย แมลงประเภทปากเจาะดูดและไรแดง
สารป้องกันและกำจัดเชื้อรา

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการปลูกมันฝรั่ง

แผนการปฏิบัติงานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ
สําหรับมันฝรั่งตั้งแต่การเริ่มปลูก-การทำผลผลิตคุณภาพ
 
การเตรียมดิน
ไถดินให้ลึกอย่างน้อย 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ก่อนปลูกประมาณ 10-15 วัน หากดินแน่นแข็ง หรือดินเป็นกรดจัด ควรใช้สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ ผสมน้ำฉีดพ่นหรือราดดินทั่วแปลง อัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 500 ลิตรต่อพื้นที่ 3-5 ไร่ จากนั้นไถพรวนอีกครั้งจึงยกร่องปลูก
ฤดูปลูก
ฤดูปลูกปกติ เริ่มปลูกปลายพฤศจิกายน-ต้นธันวาคม เก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนมีนาคม
-           นอกฤดู เริ่มปลูกเมษายน เก็บเกี่ยวประมาณสิงหาคม
-           ปลูกแบบแถวเดี่ยวไม่ยกร่อง คือ ขุดร่องยาวตามแนวแปลง ลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะระหว่างร่อง 75-90 เซนติเมตร วางหัวพันธุ์ในร่องห่างกัน 20-30 เซนติเมตร แล้วกลบดิน วิธีการนี้ช่วยประหยัดแรงงาน เป็นวิธีที่นิยมปลูกแถว อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
-           ปลูกแบบแถวเดี่ยวยกร่อง คือ ขุดยกร่องให้สูงขึ้นสันร่องสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ควรใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีรองก้นหลุมเหมือนวิธีการที่ 1
-           ยกแปลงปลูกแบบแถวคู่ คือ ยกแปลงปลูกขนาดกว้าง 1-12. เมตร ยาวตามพื้นที่ ขุดหลุมปลูกแถวคู่บนหลังแปลง ระยะระหว่างแถว 40-80 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 30-40 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมและกลบดินเช่นกัน เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่นิยมปลูกด้วยวิธีการเช่นนี้
การใส่ปุ๋ย  ควรใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมี แบ่งใส่ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 2 เมื่อมันฝรั่งอายุ 20-30 วัน ใส่ปุ๋ย ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้น(แถบเขียว) อัตรา 40 กก./ไร่ + ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 10 กก./ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปโรยข้างแถว แล้วพูนโคนกลบ
ครั้งที่ 3 เมื่อมันฝรั่งอายุ 60 วัน ใส่ ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้น(แถบเขียว) อัตรา 40 กก./ไร่ + โปตัสเซี่ยมซัลเฟต(0-0-50) อัตรา 10 กก./ไร่ ใส่โรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ
ทางใบ  แนะนำให้ใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ขับไล่แมลง อัตรา 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร+อาหารรองและเสริม คีเลท ฉีดพ่น ทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มผลผลิต กรณีเริ่มลงหัว ให้ใช้ไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล,หัว ฉีดพ่นในอัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร เดียวกัน
หมายเหตุ       เมื่อใช้ ยักษ์เขียว ทดแทนปุ๋ยเคมี จะทำให้ลดต้นทุนปุ๋ยได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตเพิ่มขึ้น มันฝรั่งหัวใหญ่ได้น้ำหนักดี และสภาพดินดีขึ้นเป็นลำดับ
                        ช่วงลงหัว อาจผสมโบวีรอน(ชนิดน้ำ) อัตรา 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มน้ำหนักและความแน่นของหัว
การให้น้ำ
มัน ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ความถี่ของการให้น้ำจะผันแปรตามระยะการเจริญเติบโต ช่วงแรกปลูกควรให้น้ำปริมาณน้อยเพียงพอต่อการงอก หลังงอกแล้วให้น้ำปริมาณมากขึ้นและสม่ำเสมอ หลังจากลงหัวแล้วถ้าได้น้ำไม่สม่ำเสมอจะให้หัวที่มีลักษณะผิดปรกติ อย่าให้น้ำแฉะเกินไป หากแฉะเกินไปจะทำให้รูหายใจที่หัวมันฝรั่งขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ผิวไม่สวย และมีโอกาสเน่าเสียได้ง่าย ใกล้ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวควรงดให้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การเกษตรกับนายยักษ์เขียว: เทคนิคการปลูกแตงกวา

การเกษตรกับนายยักษ์เขียว: เทคนิคการปลูกแตงกวา: "เทคนิคการเพิ่มผลผลิตแตงกวา แตงกวามีจำนวนโครโมโซม 2n = 14 เป็นพืชผสมข้ามตามธรรมชาติโดยอาศัยลมและแมลง แต่พบอัตราการผสมตัวเอง 1-47 เปอร์เซ็นต..."

เทคนิคการปลูกแตงกวา

เทคนิคการเพิ่มผลผลิตแตงกวา
แตงกวามีจำนวนโครโมโซม 2n = 14 เป็นพืชผสมข้ามตามธรรมชาติโดยอาศัยลมและแมลง แต่พบอัตราการผสมตัวเอง 1-47 เปอร์เซ็นต์ โดยธรรมชาติมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกดอกแต่อยู่ภายในต้นเดียวกัน เป็นพืชฤดูเดียว เถาเลื้อยหรือขึ้นค้าง
ระบบรากเป็นระบบรากแก้ว (tap root system) รากแขนงเป็นจำนวนมาก รากสามารถแผ่ทางด้านกว้างและหยั่งลงได้ลึกถึง 1 เมตร
ลำต้นเป็นเถาเลื้อย เป็นเหลี่ยม มีขนขึ้นปกคลุมทั่วไป มีข้อยาว 10-20 ซม. มือเกาะเกิดออก มาตามข้อ โดยส่วนปลายของมือเกาะไม่มีการแตกแขนงเป็นหลายเส้น ใบมีก้านใบยาว 5-15 ซม. ใบหยาบมีขนใบมีมุมใบ 3-5 มุม ปลายใบแหลม ใบใหญ่แบบ palmate มีเส้นใบ 5-7 เส้น ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวเกิดจากบริเวณมุม ใบหรือข้อมีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ รังไข่มีลักษณะกลมยาว 2-5 ซม. มีปุ่มนูนของหนามและขนชัดเจน ส่วนของยอดเกสรตัวเมียมี 2-5 แฉก ส่วนดอกเพศผู้อาจเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกเพศเมีย ละอองเกสรตัวผู้ 3 อัน และมีก้านชูเกสรสั้น ๆ ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้บานในตอนเช้าและพร้อมรับการผสมเกสรดอกจะหุบ ตอนบ่ายภายในวันเดียวกัน
การเกิดดอกตัวเมียนั้นขึ้นอยู่กับช่วง แสงและอุณหภูมิกล่าว คือ จะเกิดดอกตัวเมียมากกว่าดอกตัวผู้ ในสภาพช่วงแสงสั้นและมีอุณหภูมิกลางคืนต่ำ ซึ่งตรงกับฤดูหนาวของเมืองไทย
            ผลของแตงกวามีลักษณะกลมยาวทรงกระบอก ความยาวผลระหว่าง 5-40 ซม. มีไส้ภายในผล และในปัจจุบันพันธุ์การค้าในต่างประเทศมีการปรับปรุงพันธุ์ที่สามารถติดผลได้ โดยไม่ได้รับการผสมเกสร (parthenocarpic type) โดยภายในผลไม่มีไส้ เนื้อกรอบ และน้ำหนักต่อผลสูงนิยมทั้งบริโภคผลสดแปรรูป สีผลมีสีขาว เขียวอ่อน เขียว และเขียวเข้มดำ สีหนามสีขาว แดง น้ำตาล และดำ
การจำแนกแตงกวา
แตงกวาสามารถจำแนกได้ตามประโยชน์การใช้สอยดังนี้
1. พันธุ์สำหรับรับประทานสด เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อบางและไส้ใหญ่ สีเปลือกเป็นสีเขียวอ่อน ผลมีน้ำมากเป็นพันธุ์ที่มีทั้งผลเล็กและผลใหญ่ เมื่อผลยังอ่อนอยู่จะมีหนามเต็มไปหมด แต่เมื่อโตเต็มที่หนามจะหลุดออกเอง พันธุ์รับประทานสดนี้ไม่เหมาะกับการนำไปดอง
แตงกวารับประทานสดแบ่งตามขนาดของผลนั้น แบ่งได้เป็น
1.1 แตงผลยาว (long cucumber) ที่รู้จักกันในชื่อของแตงร้านซึ่งมีความยาวผลอย่างน้อย 15 ซม. และมีความกว้างผลมากกว่า 2.5 ซม. ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหนาไส้แคบ กรณีที่เป็นพันธุ์ของไทยนั้น จะมีสีผลสีเขียวแก่ตรงส่วนใกล้ขั้วผลประมาณ 1/3 - ผ ของผลที่เหลือมีจุดประสีเขียวอ่อนหรือขาว และเส้นสีขาวเป็นแถบเล็ก ๆ ตลอดความยาวไปถึงปลายผล ส่วนพันธุ์ของต่างประเทศนั้น จะมีสีเขียวเข้มสม่ำเสมอทั้งผล
1.2 แตงผลสั้น (short cucumber) ที่รู้จักกันในชื่อของแตงกวา ซึ่งมีความยาวผล 8-12 ซม. และมีความกว้างผลมากกว่า 2.5 ซม. ส่วนใหญ่จะมีเนื้อน้อยไส้กว้าง
2. พันธุ์อุตสาหกรรม เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อหนา ไส้เล็ก บางพันธุ์ก็ไม่มีไส้เลย เปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อนำไปดองจะคงรูปร่างได้ดี ไม่ค่อยเหี่ยวย่น แตงกวาพันธุ์นี้มักจะเป็นลูกผสม ผลมักมีรูปร่างผอมยาว ซึ่งแบ่งตามขนาดได้ดังนี้
2.1 แตงผลยาว (long cucumber) เป็นแตงชนิดที่ใช้ทำแตงดองของญี่ปุ่นและจีนซึ่งจะต้องมีความยาวผล 20-30 ซม. และมีความกว้างผล 2-3 ซม. มีเนื้อหนาไส้แคบผิวสีเขียวเข้มตลอดความยาวของผล มักใช้ดองโดยมีการใช้น้ำปรุงรสด้วยส่วนผสมของซีอิ้ว
2.2 แตงผลสั้น (short cucumber) เป็นแตงชนิดที่ใช้ทำแตงดองของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งมีความยาว 8-12 ซม. และมีความกว้างผล 1.0-5.1 ซม. โดยทั่วไปจะมีอัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง (L/D ratio) มีค่าอยู่ระหว่าง 2.8-3.1 มีเนื้อหนาและแน่น ไส้แคบ ผิวสีเขียวเข้มตลอดความยาวของผล มักใช้ดองทั้งผล ผ่าตามความยาวและหั่นเป็นชิ้น ๆ ตามความกว้างของผลมักดองโดยมีการใช้น้ำปรุงรสด้วยส่วนผสมของซีอิ้ว
 การเตรียมแปลง
          การเตรียมดินควรมีการยกร่องลูกฟูกความสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อให้สะดวกในการระบายน้ำโดยเฉพาะฤดูฝน  และมีการคลุมฟางหน้าดิน เพื่อป้องกันผลแตงกวาสัมผัสพื้นดิน ซึ่งจะทำให้ผลมีสีเหลืองและไม่ได้ราคา
การปลูก
วิธีการปลูกแตง กวานั้น พบว่ามีการปลูกทั้งวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงและเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายปลูก การหยอดเมล็ดโดยตรงนั้นอาจจะมีความสะดวกในการปลูก แต่มีข้อเสียคือสิ้นเปลืองเมล็ด หากใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งมีราคาแพงแล้ว จะเกิดความสูญเสียเปล่าและเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต รวมทั้งวิธีการหยอดเมล็ดนี้จำเป็นที่จะต้องดูแลระยะเริ่มงอกในพื้นที่กว้าง ดังนั้นการใช้วิธีการเพาะกล้าก่อน จึงมีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย ต้นกล้ามีความสม่ำเสมอ ประหยัดค่าแรงงานในระยะกล้า เป็นต้น
สำหรับการย้าย กล้าปลูกนั้น ให้ดำเนินการตามกระบวนการเพาะกล้าตามที่กล่าวแล้ว และเตรียมหลุมปลูกตามระยะที่กำหนด จากนั้นนำต้นกล้าย้ายปลูกลงในหลุม ตามระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวตามที่ได้กำหนดไว้ โดยการฉีกถุงพลาสติกที่ใช้เพาะกล้าออกแล้วย้ายลงในหลุมปลูก ช่วงเวลาที่จะย้ายกล้านั้นควรย้ายช่วงประมาณเวลา 17.00. จะทำให้ปฏิบัติงานในไร่นาได้สะดวกและต้นกล้าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น
การให้น้ำ
หลังจากย้ายกล้า ปลูกแล้ว ต้องให้น้ำทันที ระบบการให้น้ำนั้นอาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ระบบที่เหมาะสมกับแตงกวา คือการให้น้ำตามร่อง เพราะว่าจะไม่ทำให้ลำต้น และใบไม่ชื้น ลดการลุกลามของโรคพืชทางใบ โดยช่วงแรกให้ผสม ปุ๋ยและฮอร์โมนธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิลฝาแดง(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) ไปกับน้ำที่ให้ในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 200 ส่วน เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และสร้างภูมิป้องกันโรคราให้ต้น ช่วงเวลาการให้น้ำในระยะแรกควรให้ 1-3 วันต่อครั้ง โดยให้ในช่วงเช้าที่แดดยังไม่จัด และให้สังเกตจากผิวดินร่วมด้วย โดยไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป  เมื่อ ต้นแตงกวา เริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้น้ำให้นานขึ้น ข้อควรคำนึงสำหรับการให้น้ำนั้น คือ ต้องกระจายในพื้นที่สม่ำเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าได้
การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยในแตงกวานั้น อาจแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้
1. ระยะเตรียมดิน หลังจากพรวนดินช่วงแรกใช้ สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ ผสมน้ำ ในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 100 ส่วน ราดผิวดินแล้วตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน  เพื่อปรับสภาพกรดในดิน และกำจัดโรคพืชทางดินก่อนเพาะปลูก
2. ใส่  ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว) อัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ หลุมละ 1 ช้อนแกง
2. หลังย้ายลงปลูกหรือหว่านเมล็ดแล้วประมาณ 7 วัน ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล บาง ๆ บริเวณผิวดินรอบต้น อัตราส่วน  100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และ ใส่ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว) ในอัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่
3. ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง(ฝาแดง)อัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + อาหารเสริมรวม สูตรเข้มข้นพิเศษ คีเลท อัตรา 5-10 กรัม ทุก ๆ  7-10 วัน (สังเกตเมื่อแตงกวาออกดอก ๆ จะติดดีและดก  รวมถึงสามารถยืดช่วงเวลาการใช้สารกำจัดแมลงได้ นานขึ้นกว่าเท่าตัว)
4. ระยะแตงกวาออกดอก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น (แถบเขียว)  อัตรา ประมาณ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในพื้นที่ดินทราย อาจเสริมด้วย ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 อัตรา 5 กก.ต่อไร่ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้ดิน
***หลังใส่ปุ๋ยทางดินทุกครั้งให้พรวนดินหรือกลับดินกลบปุ๋ยที่หว่านเพื่อให้ธาตุอาหารไม่สูญเสียไป และพืชสามารถดูดซึมได้เต็มที่
เทคนิคเพิ่มเติม
1.    การปลูกแตงกวา ควรปลูกพร้อมกันเที่ยวเดียวเต็มพื้นที่  เนื่องจากหากมีการปลูกลักหลั่นวัน เมื่อแตงกวาจะหมดอายุการเก็บเกี่ยวพร้อม ๆ กันทั้งแปลง
2.    ใน ฤดูฝน สามารถปลูกแตงกวาได้แต่ควรมีการยกร่องลูกฟูกสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้ดินมีการระบายน้ำได้ดี และควรระมัดระวังการให้น้ำไม่ให้ดินแฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้ต้นแตงกวารากเน่าได้
3.    ระมัดระวังไม่ให้ผลแตงกวาสัมผัสดิน เพราะความร้อนในช่วงกลางวันจะทำให้ผลมีสีเหลืองและเสียหายทำให้ราคาตก  อาจป้องกันโดยการคลุมพลาสติกหรือฟางรองพื้นไว้ชั้นหนึ่ง
4.    เมื่อใช้ไบโอเฟอร์ทิล แตงกวาจะติดผลดกมาก และเก็บเกี่ยวได้นาน  ดังนั้นปุ๋ยทางดิน ควรเพิ่มให้ตามสัดส่วนที่พอเหมาะ เพื่อให้ผลได้ขนาดและได้ราคา
แมลงศัตรูแตงกวา
ในแตงกวานั้นมีศัตรูที่ทำลายแตงกวาแบ่งได้ คือ
แมลงศัตรูแตง แตงกวานั้นเป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่มี แมลงศัตรูเข้าทำลายมาก และที่พบบ่อยและทำความเสียหายกับแตงกวามาก ได้แก่
1. เพลี้ยไฟ (Thrips : Haplothrips floricola)
ลักษณะ เป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลแก่ พบตามยอดใบอ่อน ดอก และผลอ่อน
การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ดอกอ่อน และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ รูปร่างผิดปกติเป็นกระจุก มีสีสลับเขียวเป็นทาง ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งฝนทิ้งช่วง นับเป็นแมลงที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการปลูกแตงกวา
การป้องกันกำจัด
ให้น้ำเพิ่มความชื้นในแปลงปลูก โดยให้น้ำเป็นฝอยตอนเช้าและตอนเย็น จะช่วยลดปัญหาของเพลี้ยไฟได้
วิธีชีวภาพปลอดสารพิษ : ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช เมทาแม็ก อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันและกำจัด  หากพบการระบาดรุนแรง ใช้ เมทาแม็ก อัตรา 80 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 3-5 วัน(ประมาณ 3-4 ครั้ง ) เพื่อกำจัด
วิธีเคมี : ใช้สารฆ่าแมลง คือ สารคาร์โบฟูราน 1 ช้อนชาต่อหลุม ใส่พร้อมกับการหยอดเมล็ด จะป้องกันได้ประมาณ 2 สัปดาห์
กรณีที่เริ่มมีการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ เมโธมิล,อิมิดาโคลพริด,ฟิโปรนิล เป็นต้น
2. เพลี้ยอ่อน (Alphids: Aphids gossypii)
ลักษณะ เป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวคล้ายผลฝรั่ง มีท่อเล็ก ๆ ยื่นยาวออกไปทางส่วนท้ายของลำตัว 2 ท่อน เป็นแมลงปากดูด ตัวอ่อนสีเขียว ตัวแก่สีดำและมีปีก
การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำให้ใบม้วน ต้นแคระแกร็น และยังเป็นพาหนะนำไวรัสด้วย มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้งซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ โดยมีมดเป็นตัวนำหรือการบินย้ายที่ของตัวแก่
การป้องกันกำจัด
วิธีชีวภาพปลอดสารพิษ : ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช เมทาแม็ก อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันและกำจัด  หากพบการระบาดรุนแรง ใช้ เมทาแม็ก อัตรา 80 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 3-5 วัน(ประมาณ 3-4 ครั้ง ) เพื่อกำจัด
วิธีเคมี : ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเช่นเดียวกับการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
3. ไรแดง (Red spider mites: Tetranychus spp.)
ลักษณะ ไม่ได้เป็นแมลงแต่เป็นสัตว์ที่มีขา 8 ขา มีขนาดเล็กมาก มองเห็นเป็นจุดสีแดง
การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและหยอดอ่อนทำให้ใบเป็นจุดด่างมีสีซีด โดยจะอยู่ใต้ใบเข้าทำลายร่วมกับเพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อน มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้งซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ
การป้องกันกำจัด
วิธีชีวภาพปลอดสารพิษ : ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช เมทาแม็ก อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันและกำจัด  หากพบการระบาดรุนแรง ใช้ เมทาแม็ก อัตรา 80 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 3-5 วัน(ประมาณ 3-4 ครั้ง ) เพื่อกำจัด
ใช้สารเคมีกำจัดไร ได้แก่ อิมิดาโคลพริด,ปิโตรเลียมออล์ย,ไวท์ออล์ย เป็นต้น
4. เต่าแตงแดง (Red cucurbit beetle: Aulacophora simills) และเต่าแตงดำ (Black cucurbit beetle: A. frontalis)
ลักษณะ เป็นแมลงปีกแข็ง ปีกมีสีส้มแดงและสีดำเข้ม ตัวมีขนาดเล็กยาวประมาณ 0.5-0.8 ซม. อาศัยอยู่ตามกอข้าวที่เกี่ยวแล้วในนา หรือตามกอหญ้า
การทำลาย กัดกินใบตั้งแต่ระยะใบเลี้ยงจนกระทั่งต้นโต ทำให้เป็นแผลและเป็นพาหะของโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วย ตัวเมียวางไข่บริเวณโคนต้น ตัวหนอนกัดกินราก
การป้องกันกำจัด
ควรทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลง รวมทั้งเศษซากแตงหลังการเก็บเกี่ยว
วิธีชีวภาพปลอดสารพิษ : ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช เมทาแม็ก อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันและกำจัด  หากพบการระบาดรุนแรง ใช้ เมทาแม็ก อัตรา 80 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 3-5 วัน(ประมาณ 3-4 ครั้ง ) เพื่อกำจัด
วิธีเคมี : ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เอ็นโดซัลแฟน,ไซเปอร์เมธริน,อะบาเม็คติน เป็นต้น
5. หนอนกินใบแตง (Leaf eating caterpilla: Palpita indica) และหนอนไถเปลือกหรือหนอนเจาะผล (Fruit boring caterpillar: Helicoverpa armigera)
ลักษณะ หนอนกัดกินใบแตง มีรูปร่างเรียวยาวประมาณ 2 ซม. สีเขียวอ่อน ตรงกลางสันหลังมีเส้นแถบสีขาวตามยาว 2 เส้น หนอนตัวโตเต็มวัยเป็นผีเสื้อที่มีปีกโปร่งใสตรงกลาง ส่วนหนอนเจาะผลมีขนาดใหญ่กว่า ลำตัวยาวสีเขียวอ่อนถึงสีน้ำตาลดำ มีรอยต่อปล้องชัดเจน
การทำลาย กัดกินใบ ไถเปลือกเป็นแผลและเจาะผลเป็นสาเหตุให้โรคอื่น ๆ เข้าทำลายต่อได้ เช่น โรคผลเน่า
การป้องกันกำจัด
วิธีชีวภาพปลอดสารพิษ : ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดหนอนศัตรูพืช บาร์ท๊อป อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันและกำจัด  เมื่อพบการเข้าทำลาย
วิธีเคมี : ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เอ็นโดซัลแฟน,อะบาเม็คติน,ไซเปอร์เมธริน เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การเกษตรกับนายยักษ์เขียว: ความสำคัญของไส้เดือนฝอยศัตรูพืชต่อผลผลิตทางการเกษต...

การเกษตรกับนายยักษ์เขียว: ความสำคัญของไส้เดือนฝอยศัตรูพืชต่อผลผลิตทางการเกษต...: "ไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita


มันฝรั่งทีุู่โดนไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลาย
ไส้เดือนฝอย ( Nematode) จัดเป็นสัตว์ชน..."

ความสำคัญของไส้เดือนฝอยศัตรูพืชต่อผลผลิตทางการเกษตร ของประเทศไทย

ไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita
มันฝรั่งทีุู่โดนไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลาย

           ไส้เดือนฝอย (Nematode) จัดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างลักษณะคล้ายเส้นด้าย อาศัยอยู่ได้ทุกหนทุกแห่งทั่วโลก เช่น ในดิน ทะเล แม่น้ำ แม้กระทั่งน้ำพุร้อนหรือทะเลทราย   บางท่านเข้าใจผิดิดคิดว่าไส้เดือนฝอยคือ ไส้เดือนดินตัวเล็ก ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วไส้เดือนฝอยเป็นสัตว์ในกลุ่มของพยาธิตัวกลมนั่นเอง ไส้เดือนฝอยมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นประโยชน์ ดำรงชีพอย่างอิสระ เป็นศัตรูของคนและสัตว์ เช่น พยาธิปากขอ พยาธิตัวจี๊ด ฯลฯ และที่เป็นศัตรูพืช ในที่นี้จะขอกล่าวถึงไส้เดือนฝอยศัตรูพืชและความสำคัญของไส้เดือนฝอยศัตรู พืชต่อผลผลิตทางการเกษตรและการส่งออกนำเข้าของประเทศไทย
           ไส้เดือนฝอยศัตรูพืช (Plant Parasitic Nematodes) เป็นสัตว์ขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายเส้นด้าย มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์  ความยาวเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.2-2 มิลลิเมตร ส่วนปากมีอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายเข็ม เรียกว่า stylet เป็นส่วนที่ใช้แทงเซลล์พืชและปล่อยเอ็นไซม์เพื่อเข้าทำลายและดูดสารอาหารจากพืช เปรียบเสมือนพยาธิพืชนั่นเอง ไส้เดือนฝอยเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยโดยการลอกคราบ โดยการลอกคราบครั้งแรกเกิดขึ้นในไข่ เป็นตัวอ่อนระยะที่สองซึ่งเป็นระยะเข้าทำลายพืช จากนั้นจะทำการลอกคราบอีก 3 ครั้งจนเป็นตัวเต็มวัย  ไส้เดือนฝอยเพศเมียบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง คือ มีรูปร่างค่อนข้างกลมคล้ายผลมะนาว หรือมีลักษณะคล้ายถุง ไส้เดือนฝอยศัตรูพืชส่วนใหญ่ดำรงชีวิตในดินและเข้าทำลายรากพืช ทำให้พืชเกิดอาการรากปม รากแผล รากกุด รากเน่า เป็นต้น แต่มีบางชนิดที่สามารถเข้าทำลายพืชในส่วนที่อยู่เหนือดิน เช่น ใบ ดอก เมล็ด ทำให้เกิดโรคใบไหม้ บิดเบี้ยว เป็นต้น ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับพืชโดยทำให้ผลผลิตเสียหายและคุณภาพผลผลิตลด ลง
           ไส้เดือนฝอยศัตรูพืชมีหลายชนิด โดยชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงในประเทศไทย ได้แก่ ไส้เดือนฝอยรากปม มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Meloidogyne spp. เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งจำแนกย่อยได้ออกเป็นหลายชนิด  ประวัติการตรวจพบไส้เดือนฝอยศัตรูพืชที่ผ่านมาที่พบมากคือไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne incognita  ซึ่งเป็นไส้เดือนฝอยที่พบระบาดอยู่ทั่วไปในหลายประเทศ  ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ทุกกลุ่ม เช่น พืชหัว พืชผัก ไม้ผล พืชเส้นใย ไม้ดอก ไม้ประดับ และ ธัญพืช เป็นต้น ไส้เดือนฝอยรากปมนั้น มีพืชอาศัยมากกว่า 2,000 ชนิด เช่น มันฝรั่ง พริก มะเขือเทศ ยาสูบ ขิง ฝรั่ง ข้าว ฝ้าย เยอบีรา ฯลฯ โดยทำให้พืชแสดงอาการแคระแกรน โตช้า ใบเหลือง เหี่ยว  ผลผลิตได้รับความเสียหาย เนื่องจากระบบรากถูกทำลาย ทำให้เกิดปุ่มปมจำนวนมากที่รากพืช โดยไส้เดือนฝอยระยะเข้าทำลายจะใช้อวัยวะที่เรียกว่า stylet แทงเข้ารากพืชและปล่อยเอ็นไซม์เพื่อทำลายเซลล์รากให้อ่อนนุ่ม จากนั้นตัวอ่อนไส้เดือนฝอยจะเข้าไปในรากพืชและดูดสารอาหารจากพืช ทำให้พืชขาดอาหารและสรีรวิทยาของพืชผิดปกติ ไส้เดือนฝอยจะลอกคราบอีก 3 ครั้งแล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัย โดยเพศเมียจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างมีลักษณะค่อนข้างกลมและสามารถออกไข่ได้ ประมาณ 100-250 ฟองได้โดยไม่ต้องรับน้ำเชื้อจากเพศผู้ โดยวงจรชีวิตของไส้เดือนฝอยใช้เวลาประมาณ 25 วันขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเป็นหลัก โดยอุณหภูมิสูงจะครบวงจรชีวิตเร็วขึ้น
           ในประเทศไทยไส้เดือนฝอยชนิดนี้ทำ ความเสียหายอย่างรุนแรงในพืชหลายชนิด โดยทั่วไปสามารถพบการระบาด กับพืชที่ไส้เดือนฝอยเข้าอาศัยอยู่ ได้แก่
 
           1. ธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี
           2. พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง
           3. พืชเส้นใย เช่น ฝ้าย ปอ หม่อน
           4. ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เยอบีรา เบญจมาศ กุหลาบ
           5. ไม้ผล เช่น ส้ม กล้วย องุ่น มะละกอ ฝรั่ง
           6. พืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันเทศ เผือก

           7. พืชผัก เช่น ผักคะน้า กระเทียม ผักกาดหอม มะเขือเทศ

รากพริกที่ถูกไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลาย
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างไส้เดือนฝอยรากปมของพริกและการป้องกันกำจัด จากข้อมูลการสำรวจพื้นที่และการให้บริการวิชาการเรื่องความรู้เรื่องการ ป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมในพริก โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความร่วมมือจากสถานีวิจัยพืชไร่ จ. อุบลราชธานี ในหลายอำเภอได้ข้อมูลความเสียหายดังนี้ จังหวัดอุบลราชธานีปลูกพริก ประมาณ 7,861 ไร่ เฉลี่ยครอบครัวละ 1-3 ไร่ ส่วนใหญ่ปลูก 1 ครั้งต่อปี พบปัญหาไส้เดือนฝอยมากที่สุด และความเสียหายที่เกิดจากไส้เดือนฝอยรากปม ประมาณ 3,000 ไร่ ผลผลิตลดลง 50-100% นับเป็นมูลค่าถึง 50-80 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก 


แนวทางการป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมในพริกโดยลดการใช้สารเคมีจึงมีความ สำคัญ และพอสรุปได้ดังนี้
  1. หลีกเลี่ยงการปลูกพริกอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่เดิม ควรไถดินขึ้นและพักไว้ให้ความร้อนจากแสงแดดฆ่าตัวอ่อนและไข่ไส้เดือนฝอยรากปมในดิน
  2. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเหล่านี้หลังจากปลูกพริก เช่น มะเขือเทศ พืชตระกูลแตง พืชผักหลังจากการปลูกพริกเนื่องจากพืชเหล่านี้เป็นแหล่งอาหารที่ ไส้เดือนฝอยรากปมสามารถเจริญและแพร่พันธุ์ได้เป็นอย่างดี ให้ปลูกพืชเหล่านี้สลับกับการปลูกพริก เช่น ดาวเรือง ถั่วลิสง หรือ ปอเทือง เพื่อลดประชากรของไส้เดือนฝอยในดิน
  3. ใช้เชื้อรา พาซิโลมัยซิส เพื่อป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย รองก้นหลุมก่อนเพาะปลูก และใช้ผสมน้ำราดหรือฉีดพ่นผิวดิน เมื่อพบการระบาดทุก ๆ 10-15 วัน เพื่อทำลายไข่และตัวเต็มวัยของไส้เดือนฝอยรากปม และป้องกันการเข้าระบาดซ้ำ
ขอบคุณข้อมูลจาก guru.sanook.com และ คณะเกษตร  ภาควิชาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์