วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

สารป้องกันและกำจัดโรคพืช ตอนที่ 18

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


ไพราโซฟอส
(pyrazophos)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดเชื้อรา  organophosphate  pyrimidine  ประเภทดูดซึมออกฤทธิ์ให้ผลในทางป้องกันและบำบัดรักษาโรคพืช
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  415-778  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  2,000  มก./กก.
โรคพืชที่กำจัดได้        โรคราแป้ง  และโรคที่เกิดจากเชื้อ  Helminthosporium  spp.
พืชที่ใช้                   องุ่น  พืชตระกูลแตง  ฟักทอง  สตรอเบอร์รี่  ธัญพืช  ยาสูบ  ผักต่าง ๆ  และไม้ประดับทั่วไป
สูตรผสม                  30%  อีซี
อัตรา ใช้และวิธีใช้        ใช้อัตรา  6-10  ซีซี  ผสมกับน้ำ  20  ลิตร  กวนให้ผสมกันดี  แล้วฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืช  ใช้ซ้ำได้ทุก  7-14  วัน
อาการ เกิดพิษ            อาจทำให้ดวงตาและผิวหนังเกิดอาการระคายเคือง  ถ้าเข้าปาก  จะมีอาการมึนงง  ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย  กระวนกระวาย  อาการสั่นที่ปลายลิ้นและเปลือกตา  ม่านตาหรี่  คลื่นไส้  อาเจียน  เหงื่อออกมาก  ปวดท้องเกร็ง  ชีพจรเต้นช้า  กล้ามเนื้อเกร็ง  ในกรณีที่รับพิษเข้าไปมากระบบประสาทจะถูกทำลายและกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย
การ แก้พิษ                ถ้าถูกผิวหนังหรือดวงตา  ให้ล้างด้วยน้ำมาก ๆ  ถ้าเข้าปาก  ห้ามทำให้อาเจียน  สำหรับแพทย์  ให้คนไข้ด้วยยา  liquid  paraffin  ขนาด  200  มิลลิลิตร  แล้วล้างท้องโดยใช้น้ำ  4  ลิตร  ระวังอย่าให้สารพิษหลงเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ  เมื่อล้างท้องเสร็จแล้วให้คนไข้รับประทานแอ๊คติเวทเต็ด ซาร์โคล  และ  โซเดียมซัลเฟท  ให้  อะโทรปินซัลเฟท  2  มิลลิกรัม  ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำและฉีดซ้ำทุก  15  นาที  และให้  Toxogonin  250  มิลลิลิตร  หรือฉีด  2-0.5-1  กรัม  ทางเส้นเลือดดำช้า ๆ 
ข้อควรรู้                    - ระยะเวลาที่ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยว  14  วัน
                             - เป็นอันตรายกับผึ้ง  ไม่ควรใช้ในระยะที่พืชกำลังออกดอก
                             - เป็นอันตรายต่อปลา
                             - ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นสารคลุกเมล็ดหรือราดดิน
                             - เข้ากับสารกำจัดศัตรูพืชอื่นได้

ไพโรควิลอน
(pyroquilon)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดเชื้อรา  pyrroloquinoline  ประเภทดูดซึม
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  320  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  3,100  มก./กก.
โรคพืชที่กำจัดได้        กำจัดเชื้อ  Pyricularia  oryzae  ของข้าว
พืชที่ใช้                   ข้าว
สูตรผสม                  2.7%  จี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้ตามคำแนะนำบนฉลาก

ควินโตซีน  หรือ  พีซีเอ็นบี
(quintozene  or  PCNB)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดเชื้อรา  organochlorine  ออกฤทธิ์ให้ผลในทางป้องกัน  โรคพืชที่อยู่ในดินและใช้คลุกเมล็ด
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  15,000  มก./กก.  อาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง
โรคพืชที่กำจัดได้        โรคเน่าดำของกะหล่ำปลี  โรครากเน่าของฝ้าย  โรคสแคปของกะหล่ำปม  โรคที่เกิดจากเชื้อ  Rhizoctonia  spp.  และ  Sclerotinia  spp.  โรคต้นเน่าและรากเน่าของถั่วเหลือง  โรคใบไหม้ของมะเขือเทศและพริกไทย  โรคเน่าของกระเทียมและโรคอื่น ๆ อีกมาก
พืช ที่ใช้                   กะหล่ำปลี  กะหล่ำดอก  กะหล่ำปม  ถั่วต่าง ๆ  ข้าว  ข้าวโพด  ฝ้าย  กระเทียม  พริกไทย  มันฝรั่ง  ข้าวฟ่าง  มะเขือเทศ  ข้าวสาลี  กล้วย  ไม้ดอกและไม้ประดับทั่วไป
สูตรผสม                  75%  ดับบลิวพี  24%  อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        ชนิด  75%  ใช้คลุกเมล็ดหรือคลุกดินตามอัตราที่กำหนดบนฉลาก  หรืออาจจะใช้อัตราที่กำหนดผสมกับน้ำ  แล้วราดบริเวณโคนต้นก็ได้
อาการ เกิดพิษ            ถ้าถูกผิวหนังจะเกิดอาการระคายเคือง  หรือมีอาการแพ้  ถ้าเข้าตาจะทำให้ดวงตาอักเสบ  ถ้าสูดดมจะทำให้ทางเดินหายใจระคายเคืองและอักเสบ  ถ้ากลืนกินเข้าไปจะปวดศีรษะ  คลื่นไส้  อาเจียน  มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง  หัวใจ  กล้ามเนื้อเรียบ  ตับและไต
การ แก้พิษ                ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนังให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่มาก ๆ  ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด  ถ้ากลืนกินเข้าไป  ต้องนำคนไข้ส่งแพทย์ทันที  ห้ามทำให้อาเจียน  รักษาตามอาการไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
ข้อควรรู้                    - ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ  Fusarium  และ  Pythium  spp.
                             - ห้ามนำเมล็ดที่คลุกด้วยสารชนิดนี้ไปเป็นอาหารคนและสัตว์
                             - ผสมได้กับสารกำจัดเชื้อราและสารกำจัดแมลงอื่น  ยกเว้นพวกที่จะมีปฏิกริยาออกฤทธิ์เป็นด่าง

ซัลเฟอร์
(sulphur)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดเชื้อรา  inorganic  ออกฤทธิ์ให้ผลในทางป้องกันโรคพืช  กำจัดไรและแมลงบางชนิดได้
ความ เป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  มากกว่า  3,000  มก./กก.  ไม่เป็นพิษต่อคนและสัตว์  แต่อาจทำให้ดวงตาและผิวหนังระคายเคือง
โรค พืชที่กำจัดได้        โรคสแคป  โรคใบจุด  โรคเน่าสีน้ำตาล  โรคราแป้งและราน้ำค้าง  โรคราสนิม  รวมทั้งกำจัดไร  เพลี้ยหอยและเพลี้ยไฟได้
พืช ที่ใช้                   กล้วย  องุ่น  สตรอเบอร์รี่  ส้ม  ฝ้าย  ถั่วต่าง ๆ  มะม่วง  แอสพารากัส  ผักต่าง ๆ  มะเขือ  หอม  กระเทียม  พริกไทย  มันฝรั่ง  ฟักทอง  มะเขือเทศ  ไม้ดอกและไม้ประดับทั่วไป
สูตรผสม                  80%  ดับบลิวพี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราตามคำแนะนำบนฉลาก  ผสมกับน้ำฉีดพ่นให้ทั่วอย่างสม่ำเสมอ 
การแก้พิษ                ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    - อย่าใช้ในขณะที่อากาศร้อนเกินกว่า  32  องศาเซลเซียส
                             - ห้ามใช้ร่วมกับสารที่เป็นน้ำมัน  หรือภายหลังจากฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นน้ำมันทันที
                             - เข้ากับสารกำจัดเชื้อราและสารกำจัดแมลงอื่น ๆ ได้
                             - ไม่มีอันตรายต่อผึ้ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น