แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมทา-แม็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมทา-แม็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

การกำจัดเพลี้ยอ่อน

การกำจัดเพลี้ยอ่อน


เพลี้ยอ่อนฝ้าย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aphis gossypii Glover
 
รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
พบการเข้าทำลายในพืชผักหลายชนิด(พริก,มะเขือ,มะเขือเทศ,ถั่วฝักยาว,พืชตระกูลแตง,ฯลฯ) รวมถึงไม้ผล ลักษณะเป็นเพลี้ยที่มีปีกขนาดยาว 1.2-1.8 มม. สีเขียวคล้ำปีกสีขาวใสพับข้างลำตัว ตัวที่ไม่มีปีกมีรูปร่างเหมือนตัวมีปีก แต่ขนาดโตกว่าตัวมีปีกเล็กน้อย และสีจางกว่า ตัวอ่อนนุ่ม รูปร่างเป็นรูปไข่ เคลื่อนไหวเชื่องช้าอยู่กันเป็นฝูง เมื่อเพลี้ยอ่อนออกลูกหลานจนหนาแน่นจนอาหารไม่เพียงพอจะออกลูกมีปีกเพื่อ กระจายไปหากินที่อื่น เพลี้ยอ่อนจะลอกคราบจากตัวอ่อนจนเป็นตัวเต็มวัย 4 ครั้ง ลอกคราบแต่ละครั้งห่างกัน 1-2 วัน ระยะตัวอ่อนจนถึงตัวแก่และขยายพันธุ์ได้ 4-8 วัน เฉลี่ย 5 วัน ตัวเต็มวัยผลิตลูกได้ 8-79 ตัว เฉลี่ย 44 ตัว ตัวเต็มวัยจะผลิตตัวอ่อนได้ 5-17 ครั้ง เฉลี่ย 10 ครั้ง ตัวแก่มีอายุเฉลี่ย 12 วัน รวมอายุขัยของเพลี้ยอ่อนประมาณ 17 วัน เพลี้ยชนิดนี้ไม่ผสมพันธุ์และไม่ออกลูกเป็นไข่ คือ ออกเป็นตัวอ่อนโดยไม่ได้ผสมพันธุ์  พบการระบาดได้กับพืชเกือบทุกชนิด ทั้งในไม้ผล,ไม้ยืนต้น,ผักและพืชไร่,ฯลฯ  โดยเฉพาะผักและพืชไร่ เมื่อมีการเข้าทำลาย จะทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ให้ผลผลิตลดลง คุณภาพผลผลิตต่ำ หรือไม่ได้ผลผลิตเลยทีเดียว
ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงพวกปากดูดทำลายพืชด้วยการดูดน้ำเลี้ยงจากใบ,ยอด และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง หากระบาดเป็นจำนวนมากต้นพืชจะแคระแกร็น จัดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญเพราะถึงแม้ว่าจะพบในปริมาณต่ำแต่สามารถถ่ายเชื้อ ไวรัสแก่ต้นพืช ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงได้ เป็นตัวพาหะถ่ายเชื้อไวรัสไปสู่ต้นพืชและผักโดยเฉพาะมะเขือเทศ เพลี้ยอ่อนมีทั้งที่บินได้ และไม่มีปีกบินไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยเคลื่อนย้ายตัวไปไกล ๆ ชอบเกาะกลุ่มอยู่กับที่ ตรงแหล่งที่หากินนั้น

การป้องกันกำจัด
สารเคมีฆ่าแมลงชนิดดูดซึมชนิดต่าง ๆ ที่มีผลในการป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อนที่ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดสูงมีดังนี้
- โอเมทโธเอท Omethoate (50% SL) อัตรา 20 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร
- คาร์โบซัลแฟน Carbosulfan (20% EC) อัตรา 50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร
- ไธโอฟาน๊อกซ์ Thiofanox (5%G) หยอดหลุมละ 0.5-1.0 ก. หรือไร่ละ 1,280 - 2,560 ก.
สารเคมีฆ่าแมลงชนิดไม่ดูดซึมชนิดต่าง ๆ ที่มีผลในการป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อนที่ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดสูงมีดังนี้
- คาร์บาริล carbaryl (85%WP)ใช้อัตรา 15-55 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ไซเปอร์มีธริน(cypermethrin)  อัตรา ตามฉลากระบุ
ชีววิธี(ปลอดสารพิษ)
สารชีวภาพ(เชื้อรา)ปลอดสารพิษ ที่มีผลในการควบคุมและป้องกันการระบาด ได้แก่
- เมธาไรเซี่ยม Metarhizium (Meta-Max) อัตรา 50 กรัม + สารจับใบ ผสมน้ำ 20 ลิตร  หรือ การปล่อยตัวห้ำ ด้วงเต่าลาย Coccinella transversalis เพื่อควบคุมปริมาณการระบาด

สำหรับข้อมูลการใช้สารกำจัดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ info@phkaset.com

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปลวก ศัตรูสำคัญในสวนยางพารา



การกำจัดปลวก ศัตรูสำคัญในสวนยางพาราและบ้านพักอาศัย


ปัจจุบันนี้ภาครัฐได้ส่งเสริมการปลูกยางพาราทั่วทุกภาคของประเทศ จึงทำให้มีพืชอาหารชั้นดี ของปลวกอยู่ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน  แม้ ว่าการปลูกยางพาราจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราควรจะปฏิบัติหรือจัดการต่อสวนยางพาราอย่างไรเพื่อให้มีต้นทุนการผลิต ที่ต่ำและได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่สุด ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งมือเก่ารุ่นลายครามและมือใหม่หัดปลูก  และ ต้องยอมรับว่าสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ควบคู่ไปกับปัญหาใหม่ๆ ที่คอยติดตามทดสอบภูมิปัญญาของผู้คนทุกกลุ่มอาชีพ การมีความรู้ การสร้างสังคมแห่งความรู้ การเชื่อมต่อถึงกันบนพื้นฐานของการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ ผู้คนที่มีอาชีพที่เกี่ยวกับยางพารา เช่น ปัญหาปลวกกัดกินรากยางพาราที่ลงปลูกใหม่ เชื่อได้ว่าปัญหาดังกล่าวสามารถพบเจอทุกภาคส่วนของประเทศ ฉะนั้นจะแก้อย่างไรให้ปลอดภัย ง่าย ลดต้นทุนได้ผลประโยชน์สูงสุด จะกล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาเรามารู้จักกับปลวกกันก่อน
เรา มักพบเห็นจอมปลวก ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายอยู่ทั่วไป เคยสงสัยไหมว่าปลวกมีวงจรชีวิตเช่นใดภายในกองดินอันแข็งแกร่ง จอมปลวกหรือรังของปลวกถือเป็นอาณาจักรของแมลงที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากที่ สุด  รังปลวกบางพันธุ์ในทวีปแอฟริกามีความสูงเหนือพื้นดินถึง 6 เมตร มีอุโมงค์เชื่อมต่อใต้ดินครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 5 ไร่ และมีปลวกอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 5 ล้านตัว รังของปลวกที่มีลักษณะเป็นกองดินขนาดใหญ่ในบ้านเรามักเป็นปลวกในสกุล Macrotemes ปัจจุบันทั่วโลกค้นพบปลวกแล้วไม่ต่ำกว่า 1,800 ชนิด 200 สกุล สำหรับประเทศไทยพบว่ามีปลวกอยู่นับร้อยชนิด ซึ่งปลวกแต่ละชนิดต่างมีกลวิธีและรูปแบบในการสร้างรังไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะมีขนาดมหึมาราวหอคอยหรือเล็กเพียงแค่เนินดิน ปลวกจำนวนมากมายในแต่ละรังจะแบ่งออกได้เป็น 3 วรรณะคือ
ปลวก งาน ผู้คอยวิ่งวุ่นทำงานทุกอย่างภายในรัง เริ่มตั้งแต่ตอนก่อสร้างจอมปลวก ซ่อมแซมรังถ้ามีการสึกหรอ ดูแลรักษาไข่ของนางพญาไปจนถึงการหาอาหารมาเลี้ยงดูปลวกในวรรณะอื่น ถัดมาคือ ปลวกทหาร ซึ่งมีรูปร่างทะมัดทะแมงมีส่วนหัวและกรามใหญ่โตกว่าส่วนอื่น เพื่อใช้เป็นอาวุธในการออกรบ ปลวกทหารจะเป็นผู้ต้อนรับด่านแรกหากมีผู้บุกรุกเข้ามาภายในจอมปลวก และปลวกในวรรณะสุดท้ายได้แก่ ปลวกสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่มีโอกาสเจริญเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ และเชื่อไหมว่าภายในจอมปลวกหนึ่ง ๆ ซึ่งมีปลวกนับหมื่นนับแสนตัวล้วนถือกำเนิดมาจากนางพญาปลวกเพียงตัวเดียว (14 ฟอง ในทุก 3 วินาที )ใน ช่วงเวลาไม่กี่เดือนประชากรปลวกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับการสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละ ก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด ค่อย ๆสร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อย โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่รักษาปลอดภัยไม่ให้ศัตรูมารบกวน(มด) ซึ่งจะสร้างห้องนางพญา ห้องเก็บรักษาไข่ปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอม ปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้หาเสบียงอาหารอันได้แก่ เศษไม้ ใบหญ้า ความจริงแล้วปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเชื้อโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้ กลาย เป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวก เพื่อลดภาระในการออกหาอาหาร สำหรับปลวกที่กัดกินทำลายไม้สดหรือรากยางพารานั้น คือ ปลวกงานหรือคอปโตเทอเมส เซอวิคนาตัส (Coptotermes curvignathus)พบ เข้าทำลายกัดกินส่วนรากของต้นยางที่มีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นใต้ผิวดินต่อไปภายในลำต้นจนเป็นโพรง ระยะนี้ต้นยางจะแสดงอาการใบเหลือง ต่อมาเมื่อระบบรากถูกทำลาย เป็นส่วนมากต้นยางจะตายในที่สุด ส่วนมากจะยืนต้นตายอย่างรวดเร็ว การระบาดของปลวกสังเกตได้จากต้นยางที่แสดงอาการใบผิดปกติ จะลุกลามออกไปยังต้นข้างเคียงค่อนข้างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้น โดยที่เจ้าของสวนไม่สามารถมองเห็นโพรงที่ปลวกทำลายตามส่วนต่าง ๆ ภายนอกได้เลย ถ้าไม่ขุดดินบริเวณโคนต้นดู หรือลมพัดต้นยางล้ม
การใช้สารเคมีกำจัดนั้น  ได้ผลเพียงในระยะสั้น(2-3 อาทิตย์) เมื่อสารเคมีหมดฤทธิ์ ปลวกก็จะเข้าทำลายใหม่  อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลือง เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอย่างมาก   ดังนั้นวิธีที่แนะนำ และสามารถการควบคุมและกำจัดประชากรของปลวก ได้ผลดีในระยะยาวที่สุด  ก็คือ การใช้จุลินทรีย์ เมทา-แม็ก (เชื้อรา)กำจัดปลวก  คลุกผสมกับปุ๋ยคอก (มูลโค มูลไก่ ฯลฯ ) และแกลบสุกในอัตรา 1 กก. ต่อ 50 กก. ต่อ 20 กก. ตามลำดับ ระหว่างผสมให้ฉีดพรมน้ำเพิ่มความชื้น(ให้ความชื้นประมาณ 40-50%) เพื่อกระตุ้นการขยายของเชื้อให้เพิ่มปริมาณ มากขึ้น หมักหรือห่มทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน (24 ชั่วโมง) ก่อนนำไปหว่านหรือใส่ถุงกระดาษหรือกระบอกไม้ไผ่แห้งแล้วนำไปฝังดินไว้เป็น จุด ๆ รอบบริเวณโคนต้นยางพารา โดยขุดหลุมให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมาอย่างหลวม ๆ (ไม่กดดินจนแน่น) ตัวปลวกที่อยู่ในดินจะออกมากินถุงกระดาษและราเขียวที่อยู่ในถุง ทำให้เชื้อราเขียวติดไปกับตัวปลวกเข้าสู่ภายในรังปลวกและสามารถเข้าทำลายตัว ปลวกให้ตายหมดทั้งรัง การใช้ราเขียวจำเป็นต้องหยุดสารเคมีหรือเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อรา ในระยะแรก ๆ ยังเห็นผลไม่ชัดเจน ควรกระทำซ้ำๆ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ครั้ง   หลังจากนั้นก็สามารถลดการใช้เหลือเพียงกาใช้ เมทา-แม็ก ควบคุมทุก ๆ 6 เดือน- 1 ปี
เมทา-แม็ก ยังสามารถใช้ผสมน้ำ ฉีดพ่นโดยตรงที่ตัวปลวกหรือที่รังปลวกได้

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูในมะพร้าว

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูในมะพร้าว
แมลงดำหนาม
ในช่วงแล้งและฤดูร้อนของทุกปี  มัก จะมีแมลงดำหนามระบาดเข้าทำลายสวนมะพร้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงของยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ของมะพร้าว ทำให้ยอดมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต  ลักษณะ การเข้าทำลายของแมลงดำหนาม จะเข้าทำลายโดยตัวหนอนและตัวเต็มวัยกัดกินยอดอ่อน และซ่อนตัวในใบอ่อนที่พับอยู่ ทำให้ยอดมะพร้าวถูกทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกเข้าทำลายอย่างรุนแรง ใบมะพร้าวจะเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า มะพร้าวหัวหงอก
 
                ภาพวงจรชีวิตของแมลงดำหนาม B. longissima
 วงจรชีวิตของแมลงดำหนาม จากตัวอ่อน(หนอน) ถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลาประมาณ 36 วัน และตัวเต็มวัย ใช้เวลาประมาณ 75-90 วัน เท่ากับว่าเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ต้องเจอการเข้าทำลายของแมลงดำหนามแต่ละตัวเกือบ 4 เดือน ดังนั้น การป้องกันและกำจัดที่ได้ผล จึงต้องมีการควบคุมและกำจัดทั้งภายในแปลง และป้องกันการระบาดจากภายนอก  การใช้เชื้อราเมทาไรเซี่ยม ใน เมทา-แม็ก ในการควบคุมกำจัดดูจะเป็นวิธีที่สะดวก ประหยัด และได้ผลดีที่สุด
 

ยอดมะพร้าวที่ถูกแมลงดำหนามเข้าทำลาย
 การควบคุมและกำจัด
            สามารถควบคุมป้องกันการระบาดโดยการทำกองเหยื่อล่อ และ การใช้ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ "เมทา-แม็ก" ตามวิธีที่แนะนำ เพื่อควบคุมและลดปริมาณประชากร
ด้วงแรดมะพร้าว
เป็นแมลงปีกแข็งขนาดค่อนข้างใหญ่  ลำตัวยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร วงจรชีวิตประมาณ 4-9 เดือน  เฉลี่ยประมาณ 6 เดือน  ดังนั้นปีหนึ่งด้วงแรดจึงมีได้ 2 รุ่น   โดยตัวเต็มวัยจะเป็นวัยที่ทำลายมะพร้าว  ด้วยการบินไปกัดเจาะโคนทางมะพร้าว    ทำให้ทางใบหักง่าย และกัดเจาะทำลายยอดอ่อน   ทำให้ทางใบเกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม  ถ้าถูกทำลายมากใบเกิดใหม่จะแคระแกรน รอยแผลที่ด้วงแรดกัดจะเป็นช่องทางที่ให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่   หรือทำให้เกิดโรคยอดเน่าได้   ซึ่งปัจจุบันพบด้วงแรดมะพร้าวกระจายไปทั่ว โดยเฉพาะบริเวณที่เลี้ยงช้าง

ด้วงงวงมะพร้าว
 
เป็นแมลงปีกแข็งเช่นเดียวกับด้วงแรดมะพร้าวแต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวสีน้ำตาลแดง  ส่วนหัวมีอวัยวะคล้ายงวงยื่นออกมา โดยจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าว  บางครั้งอาจพบบริเวณโคนลำต้น  เมื่อเข้าทำลายจะทำให้ยอดมะพร้าวหักพับ ยืนต้นตาย  และหากมีการเข้าทำลาย ของด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าวจะเข้าไปวางไข่ได้ มีวงจรชีวิตประมาณ 171-229 วัน  ดังนั้น หากมีการทำลายของด้วงแรดมะพร้าวก็จะพบกับด้วงงวงมะพร้าวตามมา

หนอนหัวดำในมะพร้าว
 
หนอนหัวดำมะพร้าว  ลักษณะตัวเต็มวัยจะเป็นผีเสื้อกลางคืน  ขนาดลำตัววัดจากหัวถึงปลายท้อง  ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มักเกาะนิ่งหลบใต้ใบมะพร้าวหรือในที่ร่มและ เริ่มวางไข่ 3 วันหลังออกจากดักแด้ โดยจะวางไข่ทุกวันติดต่อกัน 4-6 วัน ตัวหนึ่งๆ วางไข่ได้ประมาณ 157-490 ฟอง   อยู่เป็นไข่ประมาณ 5-6 วัน ก่อนที่จะฟักออกมาเป็นตัวหนอน และเป็นระยะตัวหนอนประมาณ 32-48 วัน จากนั้นเข้าดักแด้ 9-11 วัน และเป็นผีเสื้อ 5-14 วัน
           การทำลายของหนอนหัว ดำมะพร้าว  เมื่อฟักออกมาเป็นตัวหนอนจะรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม 1-2 วัน   ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบมะพร้าวตัวหนอนจะสร้างใยผสมกับมูลทำเป็นอุโมงค์ยาวคล้ายทางเดินของปลวก  คลุมเส้นทางที่หนอนแทะกินผิวใบยาวตามทางใบ และอาศัยอยู่ในอุโมงค์นั้น ใบที่เข้าทำลายมักเป็นใบแก่ และมีลักษณะแห้งเป็นสีน้ำตาล  ตัวหนอนจะสร้างใยดึงใบย่อยติดกันเป็นแพ  สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ พบว่า ด้วงงวงมะพร้าวเป็นศัตรูมะพร้าวที่สำคัญที่สุด กรมวิชาการเกษตร  ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด   โดยเฉพาะมะพร้าวที่เป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นสูง  การใช้สารเคมีจะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้และผู้บริโภค อีกทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแมลงศัตรูตามธรรมชาติได้
                 วิธีการป้องกันโดยวิธีกล คือ  การกำจัดด้วงแรดมะพร้าว  หาก กำจัดได้จะควบคุมด้วงงวงมะพร้าวได้โดยอัตโนมัติ การกำจัดด้วงแรด มะพร้าวทำได้โดยการดูแลรักษาความสะอาดในสวนมะพร้าว และพื้นที่ใกล้เคียง  ไม่ให้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช  โดยการตัด โค่นต้นมะพร้าวหรือปาล์มที่ยืนต้นตาย ห้ามทิ้งไว้เกิน 2 - 3 เดือนเผาหรือฝังซากทางใบ ลำต้น หรือตอ  รวมทั้งเกลี่ยกองซากพืช  มูลสัตว์ให้กระจายออกมีความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร และหากมีความจำเป็นต้องกองซากพืชหรือมูลสัตว์มากกว่า 2-3 เดือน ควรหมั่นพลิกกลับกองเพื่อเก็บไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยไปทำลาย โดยเฉพาะสวนที่ใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ย สาเหตุที่ด้วงแรดมะพร้าวระบาดเกิดจากการทิ้งซากใบมะพร้าวและมีการใช้มูล สัตว์จำนวนมาก ทำให้เป็นแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ของด้วงแรดมะพร้าว

สรุปวิธีการควบคุมและกำจัดเมื่อพบการระบาด
                  การ ควบคุมและกำจัด ให้ทำทั้ง 2 ขั้นตอน ทั้งการฉีดพ่นเพื่อกำจัดตัวอ่อนที่ยอดมะพร้าวและการกำจัดไข่หรือล่อตัวเต็ม วัยมาวางไข่ที่กองล่อ  เพื่อป้องกันการวางไข่ซ้ำที่ยอด  โดยแนะนำให้ปฎิบัติดังนี้ คือ
           1. สำหรับการกำจัดเมื่อพบการระบาดรุนแรงของด้วงแรดมะพร้าว,แมลงดำหนาม,หนอนตัวอ่อนและหนอนหัวดำมะพร้าว ให้ใช้ชีวภัณฑ์เมทา-แม็ก อัตรา 100 กรัมผสมน้ำซาวข้าวหรือน้ำมะพร้าว 2 ลิตร ผสมกวนทิ้งไว้ประมาณ 2-4 ชั่วโมง จากนั้นนำไปผสม ชีวภัณฑ์กำจัดหนอนศัตรูพืช บาร์ท๊อป อัตรา 100 กรัมน้ำ เติมน้ำให้ครบ 20 ลิตร ผสมให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นทั่วยอดใบของต้นมะพร้าวให้ชุ่ม ทุก ๆ 5 วันติดต่อกันประมาณ 3-4 ครั้ง หลังจากนั้น หรือใช้หยอดที่ยอดให้ชุ่ม หรืออาจร่วมกับการใช้แตนเบียนแมลงดำหนามและนำมาปล่อยเป็นระยะๆ 
           2. ให้เตรียมกองล่อขนาด 2  x 2 x 0.5 เมตร(1 กองต่อพื้นที่ 5-10 ไร่)  ในพื้นที่ที่พบการระบาดของด้วงแรดมะพร้าวและด้วงงวงมะพร้าว  เพื่อล่อให้ตัวเต็มวัยมาผสมพันธุ์และวางไข่  วัสดุที่ใช้ควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและด้วงแรดชอบได้แก่ ขุยมะพร้าว ขี้เลื่อย ขี้วัว แกลบ และเศษหญ้า  โดย ใช้ใส่ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน ผสมคลุกรวมกันรดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะจนเกินไป ทิ้งไว้จนวัสดุในกองสลายตัวและอุณหภูมิภายในกองเย็นลง จึงนำ เมทา-แม็ก ไปโรยในกองล่ออัตรา 200–400 กรัม/กอง  เมื่อด้วงแรดมาวางไข่ในกองล่อตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่จะติดราเขียว   ใน ระยะนี้จะต้องควบคุมกองล่อให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เชื้อรา เมทา-แม็ก สามารถงอกและเจริญเติบโตได้ เชื้อรา เมทา-แม็ก ในกองล่อจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนด้วงแรดมะพร้าวได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน

คุณสมบัติพิเศษที่ดีของเชื้อราเมทา-แม็ก
           1. สามารถเลี้ยงต่อเชื้อได้บนเมล็ดธัญพืชและอาหารเทียม
          2. มีความคงทนในสภาพแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้ข้ามปี
          3. ใช้ได้ง่าย โดยการโรยลงดินเพื่อกำจัดแมลงในดิน
          4. แพร่กระจายได้ง่าย โดยปลิวไปกับลมหรือติดไปกับคน สัตว์ หรือแมลง
          5. ไม่มีพิษกับคน หรือสัตว์ประเภทอื่น ปลอดภัยต่อผู้ใช้และผู้บริโภค
ข้อจำกัดในการใช้งาน
          1. ราเขียวต้องการความชื้นสูงในการงอกของโคนิเดีย จึงใช้ได้ในบางท้องที่และบางฤดูกาล
          2. ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในช่วงที่มีแสงแดดจัด เช่น ในช่วงเวลากลางวัน
          3. ผู้ใช้ควรสวมเครื่องป้องกัน เช่น ใช้ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อหลีกเลี่ยงโคนิเดียปลิวเข้าระบบทาบเดินหายใจ สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดอาการผื่นคันได้

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

คู่มือการเพิ่มผลผลิตใน แคนตาลูป


การปลูกแคนตาลูป
1.         การเพาะกล้า เนื่องจากเมล็ดมีราคาแพง ควรเพาะกล้าลงถุงก่อนแล้วปลูกจะช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ซึ่งจะดีกว่าปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง  การเพาะทำได้โดยนำเมล็ดพันธ์มาแช่ในน้ำอุ่น(ประมาณ ½-1 ชั่วโมง แล้วนำมาห่มด้วยผ้าชุบน้ำ รดน้ำพอชุ่ม(อย่าให้แฉะ) และปิดผ้ารักษาความชื้นไว้ ประมาณ 1-2 วันเมื่อเมล็ดเริ่มแทงรากออกมา จึงนำไปหยอดในถุงชำ ถุงละ 1-2 เมล็ด แล้วจึงกลบดินบาง ๆ
2.         การดูแลกล้า รดน้ำเช้าเย็นจนต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ หรือมีอายุ 12 - 15 วัน ก็ย้ายปลูกได้
วิธีปลูกและดูแลรักษา
วิธีปลูก  หลังจากเพาะกล้ามีอายุ 12 - 15 วัน สามารถย้ายปลูกลงแปลงปลูกได้
  1. การปลูกแบบขึ้นค้าง แปลงขนาด 80 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 20 เซนติเมตร มีร่องทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 40 เซนติเมตร
  2. การปลูกแบบปล่อยบนดิน แปลงปลูกจะกว้าง 3.5 เมตร ปลูกเป็นแถวเดียวตรงขอบแปลงด้านในทั้งสองข้างของแปลง
    - ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 50 เซนติเมตร จำนวนต้น/ไร่ 8,500 - 9,000 ต้น/ไร่
ตารางการให้ปุ๋ย
ช่วงอายุ
ทางดิน
ทางใบ
เริ่มเพาะกล้า- อายุ 12-15 วัน
ใช้ ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรไล่แมลง) อัตรา 20-30 ซีซี + ไตรโคแม็ก อัตรา 40 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้ชุ่ม ทุก ๆ 5 วัน
ประโยชน์ :  ทำให้กล้าสมบูรณ์ เปอร์เซ็นต์รอดตายสูง  ต้นแข็งแรง ช่วยป้องกันการเข้าทำลายของโรคเชื้อรา เนื่องจากเป็นฮอร์โมนจากธรรมชาติ มีกรดแลคติก ช่วยยับยั้งป้องกันโรค และยังช่วยไล่แมลง
เตรียมแปลงเพาะกล้า
  1. หลังปรับพื้นที่ : หากดินเป็นกรดจัด ,ดินจับปึกหรือเป็นดินเหนียวละเอียด(ดินแน่นมาก)  ให้ใช้ สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นบริเวณแปลง(หรือแนวที่จะปลูก) แล้วรดน้ำตาม หลังจากนั้นทิ้งไว้ 3-5 วัน จึงใส่ปุ๋ยยักษ์เขียว สูตร 1 รองก้นหลุมหรือเป็นปุ๋ยรองพื้น อัตรา 2 ช้อนแกงต่อหลุม ประโยชน์ : ปรับสภาพดินได้รวดเร็ว(เนื่องจาก ไดนาไมท์ มีค่าพีเอช ประมาณ 10 )  ทำให้ประหยัดค่าแรงกว่าและใช้งานง่ายกว่าการปรับสภาพกรดด้วย ปูนขาว
  2. ใส่ปุ๋ยรองพื้น หรือรองก้นหลุม(คลุกกับดิน) ใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ยักษ์เขียว อัตรา 150-200 กรัมต่อหลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
อายุ  21  วัน
ใช้ปุ๋ยเคมี 46-0-0 อัตรา 2 ช้อนชา/น้ำ 20 ลิตร(ผสมน้ำรดหรือให้ตามระบบน้ำหยด)
หมายเหตุ  หากใส่ ปุ๋ยอินทรีย์ยักษ์เขียว ในช่วงเตรียมแปลงแล้ว  ต้นจะเจริญเติบโตได้ดี จะสามารถงด หรือลดอัตราการใช้ปุ๋ย 46-0-0 ในช่วงนี้ได้



ช่วงต้นเจริญเติบโต-ก่อนเริ่มให้ดอก ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรไล่แมลง) อัตรา 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ชุ่ม ทุก ๆ 5 วันจนกระทั่งเริ่มติดดอก
หลังติดผล ใช้ แคล-แม็ก ผสมน้ำอัตรา 20 ซีซี+ ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรเร่งขนาดผล) อัตรา 10-20 ซีซี) ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเสริมทางใบทุก ๆ 5-7 วัน ตามความเหมาะสม
อายุ28 วัน
ใส่ ปุ๋ยอินทรีย์ยักษ์เขียว (แถบทอง) อัตรา 1  ช้อนแกง/หลุม
อายุ45 วัน
ใส่ปุ๋ยสูตร13-13-21 ผสม กับ ยักษ์เขียว(แถบทอง) อัตรา 1:1 (ใส่ 1 ช้อนแกง/หลุม)
อายุ55 วัน

ใช้ ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน ไปจนเก็บเกี่ยว
หมายเหตุ          
1.          การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินควรระมัดระวังอย่าให้เข้มข้นมากเกินไปหรือ หากสะดวก ควรผสมน้ำหรือให้ตามระบบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้รากและโคนเน่า 
2.          ให้เน้นหนักในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งทางดินและทางใบทดแทนเคมีในทุกช่วงที่ทำได้  เพราะจะทำให้สภาพดินไม่เสื่อม ต้นแคนตาลูปยากต่อการถูกโรคและเชื้อราเข้าทำลาย  อีกทั้งจะช่วยให้รสชาติของผลผลิตดีกว่า การใช้ปุ๋ยเคมีเร่ง

การให้น้ำ

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

คู่มือการเพิ่มผลผลิตให้ น้อยหน่า

การปลูก
วิธีการปลูก
1.    ควรปลูกในช่วงฤดูฝน  ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาวและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
2.    ผสมดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ตรายักษ์เขียว สูตร 2 (แถบเขียว) จำนวน 1 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อคฟอสเฟต ประมาณ 500 กรัม เข้าด้วยกันในหลุมสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
3.    ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
4.    ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา)
5.     ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก
6.     กลบดินที่เหลือลงในหลุม
7.    กดดินบริเวณโดนต้นให้แน่น
8.    ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลดพัดโยก
9.    หาวัสดุคลุดดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง
10. รดน้ำให้ชุ่ม
11. ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด
ระยะปลูก   3 x 3 เมตร    
จำนวนต้นต่อไร่    จำนวนต้นเฉลี่ย 150 ต้น/ไร่
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย 

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการดูแลปาล์มน้ำมัน

ที่มา phkaset.com

พันธุ์
พันธุ์ที่นิยมปลูก คือ พันธุ์ปาล์มน้ำมัน ลูกผสมเทเนอร่า (DxP) พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 2 และ พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3
การให้ผลผลิต และรักษาลักษณะต่างๆ ที่สำคัญของปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี เฉลี่ย ปี (อายุ 6-11 ปี)




พันธุ์
สายพ่อพันธุ์
ผลผลิต
ทะลายสด
(กก./ไร่/ปี)
น้ำมัน
ทะลาย
(%)
ผลผลิตน้ำมัน
(กก./ไร่)
ความสูง
อายุ 9 ปี
(ซม.)
Calabar
160.78
26.9
986
208
Lame
168.91
23.5
905
187
DAMI
139.97
26.3
839
208
พันธุ์มาตรฐาน
AVROS
130.40
25.8
767
243
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
-           ดินควรมีความอุดมสมบรูณ์ปานกลางถึงดี
-           ปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1600 มม./ปี
-           มีช่วงแล้งไม่เกิน 3-4 เดือน
การเตรียมพื้นที่ ควรเตรียมในฤดูแล้งในระหว่างเดือน มกราคม-เมษายน
การเตรียมต้นกล้า
ระยะอนุบาลแรก (0-3 เดือน)  ไว้ในเรือนเพาะชำโดยเพาะชำต้นกล้าในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 6x7 หรือ 6x9 นิ้ว หนาอย่างน้อย 0.06 มม. จนต้นกล้ามีใบงอก 3-4 ใบ หรือต้นกล้าอายุประมาณ 3 เดือน จึงย้ายใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ในระยะนี้ต้องคัดทิ้งต้นกล้าประมาณ 5-15 % ที่มีลักษณะต้นเตี้ย และแคระแกร็น
ระยะอนุบาลหลัก (3 -12 เดือน) โดยเพาะต้นกล้าในถุงพลาสติกสีดำหนาอย่างน้อย 0.12 มม. ใช้ถุงพลาสติกสีดำขนาดไม่ต่ำกว่า 15x18 นิ้ว วางไว้ในแปลงกลางแจ้ง ในระยะนี้ต้องคัดทิ้งต้นกล้าประมาณ 5-10 % และในขณะขนย้ายต้นกล้าไปปลูก ในแปลงปลูกจริงต้องคัดทิ้งต้นกล้าที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์อีกประมาณ 2-5%
การจัดวางต้นกล้า วางต้นกล้าเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะระหว่างถุงไม่ควรต่ำกว่า 75 ซม. โดยจัดแปลงแยกเป็นกลุ่มๆ ตามอายุต้นกล้า ไม่ปะปนกันมีป้ายแสดงให้เห็นชัดเจน
การดูแลรักษาต้นกล้า มีการให้น้ำในปุ๋ย กำจัดวัชพืช ควบคุมโรค และแมลง ตลอดจนการเตรียมต้นกล้า พร้อมนำไปปลูกในแปลงปลูกจริง ควรปฏิบัติตามหลักวิชาการ
การเลือกต้นกล้า ต้นกล้าที่แนะนำให้ปลูกเป็นต้นกล้าอายุ 12 เดือน ต้นสมบูรณ์แข็งแรง มีความสูงระหว่าง 100-150 เซนติเมตร จากระดับดินในถุง และมีใบประกอบรูปขนนก จำนวนอย่างน้อย 9 ใบ
การวางแนวปลูก ให้แถวปลูกหลักอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูกที่เหมาะสม
ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ลูกผสมที่ได้จากพ่อพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ
พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสม
ปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่าระยะปลูก (ม.)
จำนวนต้น/ไร่
Dell Dura x AVROS
Dell Dura x Ekona
Dell Dura x Ghana
Dell Dura x La Me'
9.00
8.75
8.50
9.00
22
24
25
22
การปลูก
ควรปลูกปาล์มน้ำมันในช่วงฤดูฝน ไม่ควรปลูกช่วงปลายฤดูฝนต่อเนื่องฤดูแล้ง ข้อควรระวังหลังจากปลูกไม่ควรเกิน 10 วัน จะต้องมีฝนตก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ปลูกในช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึงกันยายน และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ปลูกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม เตรียมหลุมปลูกขนาด 45x45x35 เซนติเมตร
การให้ปุ๋ย
วิธีที่ 1 : ใช้ลักษณะอาการที่มองเห็นที่ต้นปาล์ม แสดงอาการขาดธาตุอาหาร
วิธีที่ 2 : ใส่ปุ๋ยเคมีตามผลการวิเคราะห์ใบปาล์มน้ำมันเป็นวิธีที่นิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน
การใส่ปุ๋ยทางดินเพื่อลดต้นทุนในปาล์มน้ำมันอายุต่างๆ

อายุปาล์ม (ปี)
ปุ๋ยอินทรีย์ ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้น
(แถบทอง)
ปุ๋ยเคมี
1 - 4
ใส่อัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น ทุก ๆ 30-40 วัน ใส่บริเวณรอบโคนต้นที่กำจัดวัชพืชแล้ว
ใช้สูตร 25-7-7 ใส่อัตรา 100 กรัม ทุก ๆ 40-60 วันร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ยักษ์เขียว
5 – 9
ใส่อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ทุก ๆ 30 วัน ใส่บริเวณรอบโคนต้นที่กำจัดวัชพืชแล้ว
ใส่บริเวณรอบโคนต้นห่างจากโคนต้น 2.50 เมตร ถึง บริเวณปลายทางใบ
10 ปีขึ้นไป
หว่านบริเวณระหว่างแถวปาล์มที่กำจัดวัชพืชแล้ว หรือ ขุดฝังบริเวณทรงพุ่ม
หมายเหตุ  ในกรณีที่ต้นปาล์ม แสดงอาการขาดธาตุโบรอน  ให้ผสมโบรอนชนิดน้ำเข้มข้น โบวีรอน  ให้ไปกับระบบน้ำ หรือฉีดพ่นบริเวณในทรงพุ่มและช่อทะลาย  ในอัตรา 1 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่  ปีละ 2-4 ครั้ง โดยเฉพาะปาล์มที่ให้ผลผลิตแล้วควรเพิ่มความถี่มากขึ้น
การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ  :  ใช้ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรไล่แมลง) ฉีดพ่นอัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในปาล์มเล็ก  และเพิ่มผลผลิตในปาล์มใหญ่ ทำให้ปาล์มติดผลได้เพิ่มขึ้น
การให้น้ำ
ในสภาพพื้นที่ที่ช่วงฤดูแล้งยาวนาน หรือสภาพพื้นที่ที่มีการขาดน้ำมากกว่า 250 มม./ปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอควรมีการให้น้ำเสริมในฤดูแล้ง
ตัดแต่งทางใบ
ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงปีที่ 6 ควรไว้ทางใบ 7-8 รอบ (56-64 ทางใบ) ต้นที่โตเต็มที่ควรไว้ทางใบ 4.5-6.5 รอบ (36-48 ทางใบ) ไม่ควรตัดแต่งทางใบจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดทางใบให้เหลือรองรับทะลายปาล์ม 2 ทาง (ชั้นล่างจากทะลาย) และทางใบที่ตัดแล้ว ควรนำมาเรียงกระจายแถวเว้นแถว และวางสลับแถวกันทุกๆ 4-5 ปี เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุ ให้กระจายทั่วแปลง
การใช้ทะลายเปล่าคลุมดิน
ทะลายเปล่าที่นำมาจากโรงงาน ควรนำมากองทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วจึงนำไปวางกระจายไว้รอบโคนต้น โดยใส่ทะลายเปล่า อัตรา 150-225 กก./ต้น/ปี
การลดจำนวนต้นปาล์มต่อไร่เพื่อรักษาระดับผลผลิตให้สูง
ควรลดจำนวนต้นปาล์มจาก 22 ต้น/ไร่ ให้เหลือประมาณ 19 ต้น/ไร่ เมื่อปาล์มมีอายุ 10 ปี โดยเลือกคัดต้นปาล์ม ที่มีลักษณะผิดปกติและมีผลผลิตน้อย หรือไม่ให้ผลผลิตออก
ศัตรูของปาล์มน้ำมันและการป้องกันกำจัด
โรคที่สำคัญ
1. โรคใบไหม้ พบมากในระยะต้นกล้าหากรุนแรงทำให้ต้นกล้าถึงตายได้
2. โรคก้านทางใบบิด พบในต้นปาล์มน้ำมันอายุ 1-3 ปี หลังจากนำลงปลูกในแปลง มีผลให้การเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมันหยุดชะงัก
3. โรคยอดเน่า ระบาดมากในฤดูฝน เข้าทำลายต้นปาล์มน้ำมันตั้งแต่ในระยะกล้า แต่ส่วนใหญ่มักจะพบโรคนี้กับต้นปาล์มน้ำมัน อายุ 1-3 ปี ทำให้ใบยอดทั้งใบเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาลแดง สามารถดึงหลุดออกมาได้ง่าย
4. โรคทะลายเน่า ทำลายผลปาล์มก่อนที่จะสุก ระบาดมากในฤดูฝน ที่มีความชื้นสูง ทำให้เปอร์เซ็นต์กรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการให้น้ำมันน้อยลง
5. โรคลำต้นเน่า พบมากกับต้นปาล์มน้ำมันที่มีอายุมาก ปัจจุบันพบระบาดมากกับต้นปาล์มอายุ 10-15 ปี
การป้องกัน  แนะนำให้ผสม ไตรโคแม็ก  อัตรา 50-100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดหรือ + สารจับใบ ฉีดพ่นบริเวณยอด และลำต้น เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราศัตรูพืช
แมลงศัตรูที่สำคัญ
1. หนอนหน้าแมว กัดทำลายใบจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ควรสำรวจแมลงในพื้นที่เป็นประจำ
2. ด้วงกุหลาบ กัดทำลายใบของต้นปาล์มน้ำมัน ขนาดเล็กที่เพิ่งปลูกใหม่
3. ด้วงแรด กัดเจาะโคนทางใบ ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็น ริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้ารุนแรงจะทำให้ต้นตายได้
การป้องกัน  แนะนำให้ใช้ ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)  ผสมอัตรา 50-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  รดหรือฉีดพ่นบริเวณยอด, ลำต้นและใบ ทุก ๆ 15 วัน สำหรับปาล์มเล็ก  และทุก ๆ 20 วัน สำหรับปาล์มที่ให้ผลผลิตแล้ว เพื่อป้องกันแมลงศัตรูเข้าทำลาย และยังเป็นการบำรุง กระตุ้นการเจริญเติบโตและติดผล(ทลาย) อีกทางหนึ่ง  ในกรณีพบการเข้าทำลาย ให้ใช้ เมทา-แม็ก อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร + ยาจับใบ ฉีดพ่นที่ยอด ในช่วงเวลาเย็น เพื่อกำจัด
ระยะตั้งแต่ปลูกจนถึงระยะเริ่มให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี) มักพบ เม่น หมูป่า หนู และอีเห็น เข้ามากัดโคนต้นอ่อน และทางใบปาล์มส่วนที่ติดกับพื้นดิน
ระยะให้ผลผลิตศัตรูที่สำคัญ คือ หนู ซึ่งที่พบในสวนปาล์ม ได้แก่ หนูนาใหญ่ หนูท้องขาวทั้งชนิดที่เป็น หนูป่ามาเลย์ และหนูบ้านมาเลย์ หนูพุก หนูฟันขาวใหญ่ หนูท้องขาวสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมี เม่น กระแต หมูบ้า และอีเห็น
          การควบคุมวัชพืชมีหลายวิธี เช่น การใช้แรงงาน การใช้เครื่องจักรตัดวัชพืช การใช้วัสดุคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดิน โดยใช้พืชตระกูลถั่ว และการใช้สารกำจัดวัชพืช ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เพราะจะทำให้รากถูกทำลาย  ต้นชะงักการเจริญเติบโตและอาจตายได้
การปลูกแทนใหม่
ต้นปาล์มมีอายุประมาณ 18-25 ปี ต้นสูงเกินไปทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวสูง และมีผลผลิตต่ำ
การเก็บเกี่ยว
ต้องเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มที่สุกพอดี หรือประมาณ 20-22 สัปดาห์ และส่งโรงงานสกัดน้ำมันภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้น้ำมันปาล์มทั้งปริมาณ และคุณภาพสูงสุดต่อไร่ ซึ่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง และเหมาะสมจะทำให้ได้น้ำมันปาล์มที่มีคุณภาพดี
วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
ทะลายผลปาล์มสดจะถูกนำมารวมกองไว้ข้างถนนซอย โดยใช้แรงงานคนแบก รถเข็นล้อเลื่อนแรงงานจากสัตว์ และรถแทรกเตอร์ โดยจะต้องมีการวางแผนการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับการบรรทุกส่งโรงงาน ทั้งนี้ต้องเสร็จภายในวันเดียว และต้องไม่มีทะลายปาล์มเหลืออยู่ในสวนปาล์ม เพราะหากทิ้งไว้ข้ามวันจะสูญเสียปริมาณและคุณภาพของน้ำมันในทะลาย และอาจเกิดความเสียหายกับทะลายผลปาล์ม