แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยางพารา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยางพารา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีกำจัดวัชพืช(หญ้า)ในสวนยางพารา


การกำจัดวัชพืช
      1. ไถและพรวนดินอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก
      2. ใช้แรงงาน ขุด ถาก ดาย หรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืชออกดอก
      3. ใช้วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น คลุมโคน ต้นยางเฉพาะต้น หรือตลอดแถว เว้นระยะพอควรไม่ชิดโคนต้นยาง
      4. ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ได้แก่ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซิมา เพอราเรีย และซีรูเลียม ห่างจากแถวยางประมาณ 2 เมตร

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 19

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


อ๊อกซาไดอะโซน
(oxadiazon)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  oxadiazon  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชได้ทั้งแบบก่อนงอกและภายหลังงอก  ดูดซึมเข้าไปในลำต้นได้โดยส่วนต่าง ๆ  ของพืชที่อยู่เหนือพื้นดิน  ออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อมีแสงแดด
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  มากกว่า  8,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  8,000  มก./กก.  อาจทำให้ดวงตาเกิดอาการระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         ผักแว่น  ผักปอดนา  แพงพวยน้ำ  ขาเขียด  หญ้านกสีชมพู  หญ้าตีนติด  หญ้าตีนกา  หญ้าโขย่ง  กกขนาก  กกทราย  วัชพืชใบแคบและวัชพืชใบกว้างล้มลุกอื่น ๆ
พืชที่ใช้                   ฝ้าย  ข้าว  ถั่วเหลือง  กะหล่ำปลี  กระเทียม  หอมและมะเขือเทศ
สูตรผสม                  25อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        สำหรับกำจัดวัชพืชในนาข้าว  ใช้อัตรา  320-640  ซีซี  ผสมกับน้ำ  20-60  ลิตร/ไร่  ฉีดพ่นลงในนาข้าวให้ทั่วแปลง  สำหรับพืชอื่น ๆ  ใช้ตามคำแนะนำบนฉลาก
อาการเกิดพิษ            ถ้าเข้าตา  จมูกหรือผิวหนัง  จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง  ถ้าเข้าปากอาจจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
การแก้พิษ                ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ  1ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนังให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่จำนวนมาก ๆ  ถ้ากลืนกินเข้าไปและผู้ป่วยมีสติดีอยู่  ห้ามทำให้อาเจียน  ใช้น้ำล้างปากมาก ๆ  แล้วนำผู้ป่วยส่งแพทย์  เพื่อทำการล้างท้อง  แล้วรักษาตามอาการ  ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
ข้อควรรู้                    - กำจัดวัชพืชใบกว้างได้ดีกว่าใบแคบ
                             - มีความคงตัวในดินปานกลาง  จึงสามารถควบคุมวัชพืชได้ตลอดฤดูปลูก
                             - ออกฤทธิ์ในทางสัมผัส  เมื่อใช้กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอก

อ๊อกซี่ฟลูออร์เฟน
(oxyfluorfen)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  diphenyl  ether : trifluoromethyl  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชได้ทั้งแบบก่อนงอกและภายหลังงอก  ออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อถูกแสงแดด  ดูดซึมผ่านทางใบหรือทางหน่อได้มากกว่าทางราก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  มากกว่า  5,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  (กระต่าย)  มากกว่า  10,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าตีนติด  หญ้าตีนนก  หญ้าตีนกา  หญ้าปากควาย  หญ้าไม้กวาด  หญ้าเขมร  ไมยราบ  วัชพืชใบแคบและใบกว้างล้มลุกอื่น ๆ
พืชที่ใช้                   หอม  หอมใหญ่  กระเทียม  พืชตระกูลถั่ว  ข้าวไร่  พืชตระกูลกะหล่ำ  พริก  ยาสูบ  มะเขือเทศ  ขิง  มันสำปะหลังและอ้อย
สูตรผสม                  23.5อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        โดยทั่วไปใช้อัตรา  40-80  ซีซี  ผสมกับน้ำ  20  ลิตร  ฉีดพ่นคลุมดินที่เตรียมไว้เพื่อปลูก  ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากฉลากก่อนใช้
อาการเกิดพิษ            ผู้ได้รับพิษจะมีอาการระคายเคืองที่ผิวหนัง  ตา  ทางเดินหายใจ  คลื่นไส้  วิงเวียน  และอาเจียน
การแก้พิษ                ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนังให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่มาก ๆ  ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ  ครั้ง  ถ้าเข้าปากห้ามทำให้คนไข้อาเจียน  ควรนำคนไข้ส่งแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ  ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
ข้อควรรู้                    - เป็นพิษต่อปลา
                             - กำจัดวัชพืชใบกว้างได้ดีกว่าใบแคบ
                             - เมื่อวัชพืชสัมผัสถูกกับสารกำจัดวัชพืชนี้ในระหว่างการงอกจะถูกฆ่าตาย

โอรีซาลิน
(oryzalin)

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปลวก ศัตรูสำคัญในสวนยางพารา



การกำจัดปลวก ศัตรูสำคัญในสวนยางพาราและบ้านพักอาศัย


ปัจจุบันนี้ภาครัฐได้ส่งเสริมการปลูกยางพาราทั่วทุกภาคของประเทศ จึงทำให้มีพืชอาหารชั้นดี ของปลวกอยู่ทั่วประเทศเช่นเดียวกัน  แม้ ว่าการปลูกยางพาราจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราควรจะปฏิบัติหรือจัดการต่อสวนยางพาราอย่างไรเพื่อให้มีต้นทุนการผลิต ที่ต่ำและได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่สุด ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งมือเก่ารุ่นลายครามและมือใหม่หัดปลูก  และ ต้องยอมรับว่าสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ควบคู่ไปกับปัญหาใหม่ๆ ที่คอยติดตามทดสอบภูมิปัญญาของผู้คนทุกกลุ่มอาชีพ การมีความรู้ การสร้างสังคมแห่งความรู้ การเชื่อมต่อถึงกันบนพื้นฐานของการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ ผู้คนที่มีอาชีพที่เกี่ยวกับยางพารา เช่น ปัญหาปลวกกัดกินรากยางพาราที่ลงปลูกใหม่ เชื่อได้ว่าปัญหาดังกล่าวสามารถพบเจอทุกภาคส่วนของประเทศ ฉะนั้นจะแก้อย่างไรให้ปลอดภัย ง่าย ลดต้นทุนได้ผลประโยชน์สูงสุด จะกล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาเรามารู้จักกับปลวกกันก่อน
เรา มักพบเห็นจอมปลวก ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายอยู่ทั่วไป เคยสงสัยไหมว่าปลวกมีวงจรชีวิตเช่นใดภายในกองดินอันแข็งแกร่ง จอมปลวกหรือรังของปลวกถือเป็นอาณาจักรของแมลงที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากที่ สุด  รังปลวกบางพันธุ์ในทวีปแอฟริกามีความสูงเหนือพื้นดินถึง 6 เมตร มีอุโมงค์เชื่อมต่อใต้ดินครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 5 ไร่ และมีปลวกอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 5 ล้านตัว รังของปลวกที่มีลักษณะเป็นกองดินขนาดใหญ่ในบ้านเรามักเป็นปลวกในสกุล Macrotemes ปัจจุบันทั่วโลกค้นพบปลวกแล้วไม่ต่ำกว่า 1,800 ชนิด 200 สกุล สำหรับประเทศไทยพบว่ามีปลวกอยู่นับร้อยชนิด ซึ่งปลวกแต่ละชนิดต่างมีกลวิธีและรูปแบบในการสร้างรังไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะมีขนาดมหึมาราวหอคอยหรือเล็กเพียงแค่เนินดิน ปลวกจำนวนมากมายในแต่ละรังจะแบ่งออกได้เป็น 3 วรรณะคือ
ปลวก งาน ผู้คอยวิ่งวุ่นทำงานทุกอย่างภายในรัง เริ่มตั้งแต่ตอนก่อสร้างจอมปลวก ซ่อมแซมรังถ้ามีการสึกหรอ ดูแลรักษาไข่ของนางพญาไปจนถึงการหาอาหารมาเลี้ยงดูปลวกในวรรณะอื่น ถัดมาคือ ปลวกทหาร ซึ่งมีรูปร่างทะมัดทะแมงมีส่วนหัวและกรามใหญ่โตกว่าส่วนอื่น เพื่อใช้เป็นอาวุธในการออกรบ ปลวกทหารจะเป็นผู้ต้อนรับด่านแรกหากมีผู้บุกรุกเข้ามาภายในจอมปลวก และปลวกในวรรณะสุดท้ายได้แก่ ปลวกสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่มีโอกาสเจริญเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ และเชื่อไหมว่าภายในจอมปลวกหนึ่ง ๆ ซึ่งมีปลวกนับหมื่นนับแสนตัวล้วนถือกำเนิดมาจากนางพญาปลวกเพียงตัวเดียว (14 ฟอง ในทุก 3 วินาที )ใน ช่วงเวลาไม่กี่เดือนประชากรปลวกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับการสร้างจอมปลวกเริ่มขึ้นโดยปลวกงานจะช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละ ก้อน แล้วใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด ค่อย ๆสร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อย โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่รักษาปลอดภัยไม่ให้ศัตรูมารบกวน(มด) ซึ่งจะสร้างห้องนางพญา ห้องเก็บรักษาไข่ปลวกงานส่วนหนึ่งทำการขุดช่องระบายอากาศเพื่อให้ภายในจอม ปลวกเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนขุดอุโมงค์ใต้ดินสู่ภายนอกเพื่อใช้หาเสบียงอาหารอันได้แก่ เศษไม้ ใบหญ้า ความจริงแล้วปลวกไม่สามารถย่อยไม้ได้เองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเชื้อโปรโตซัวซึ่งอาศัยอยู่ในกระเพาะของมันที่ช่วยย่อยเซลลูโลสให้ กลาย เป็นสารอาหาร ปลวกงานจะนำเชื้อราที่ได้จากการย่อยมาสร้างเป็นสวนเห็ดขึ้นภายในจอมปลวก เพื่อลดภาระในการออกหาอาหาร สำหรับปลวกที่กัดกินทำลายไม้สดหรือรากยางพารานั้น คือ ปลวกงานหรือคอปโตเทอเมส เซอวิคนาตัส (Coptotermes curvignathus)พบ เข้าทำลายกัดกินส่วนรากของต้นยางที่มีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นใต้ผิวดินต่อไปภายในลำต้นจนเป็นโพรง ระยะนี้ต้นยางจะแสดงอาการใบเหลือง ต่อมาเมื่อระบบรากถูกทำลาย เป็นส่วนมากต้นยางจะตายในที่สุด ส่วนมากจะยืนต้นตายอย่างรวดเร็ว การระบาดของปลวกสังเกตได้จากต้นยางที่แสดงอาการใบผิดปกติ จะลุกลามออกไปยังต้นข้างเคียงค่อนข้างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้น โดยที่เจ้าของสวนไม่สามารถมองเห็นโพรงที่ปลวกทำลายตามส่วนต่าง ๆ ภายนอกได้เลย ถ้าไม่ขุดดินบริเวณโคนต้นดู หรือลมพัดต้นยางล้ม
การใช้สารเคมีกำจัดนั้น  ได้ผลเพียงในระยะสั้น(2-3 อาทิตย์) เมื่อสารเคมีหมดฤทธิ์ ปลวกก็จะเข้าทำลายใหม่  อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลือง เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอย่างมาก   ดังนั้นวิธีที่แนะนำ และสามารถการควบคุมและกำจัดประชากรของปลวก ได้ผลดีในระยะยาวที่สุด  ก็คือ การใช้จุลินทรีย์ เมทา-แม็ก (เชื้อรา)กำจัดปลวก  คลุกผสมกับปุ๋ยคอก (มูลโค มูลไก่ ฯลฯ ) และแกลบสุกในอัตรา 1 กก. ต่อ 50 กก. ต่อ 20 กก. ตามลำดับ ระหว่างผสมให้ฉีดพรมน้ำเพิ่มความชื้น(ให้ความชื้นประมาณ 40-50%) เพื่อกระตุ้นการขยายของเชื้อให้เพิ่มปริมาณ มากขึ้น หมักหรือห่มทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน (24 ชั่วโมง) ก่อนนำไปหว่านหรือใส่ถุงกระดาษหรือกระบอกไม้ไผ่แห้งแล้วนำไปฝังดินไว้เป็น จุด ๆ รอบบริเวณโคนต้นยางพารา โดยขุดหลุมให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมาอย่างหลวม ๆ (ไม่กดดินจนแน่น) ตัวปลวกที่อยู่ในดินจะออกมากินถุงกระดาษและราเขียวที่อยู่ในถุง ทำให้เชื้อราเขียวติดไปกับตัวปลวกเข้าสู่ภายในรังปลวกและสามารถเข้าทำลายตัว ปลวกให้ตายหมดทั้งรัง การใช้ราเขียวจำเป็นต้องหยุดสารเคมีหรือเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อรา ในระยะแรก ๆ ยังเห็นผลไม่ชัดเจน ควรกระทำซ้ำๆ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ครั้ง   หลังจากนั้นก็สามารถลดการใช้เหลือเพียงกาใช้ เมทา-แม็ก ควบคุมทุก ๆ 6 เดือน- 1 ปี
เมทา-แม็ก ยังสามารถใช้ผสมน้ำ ฉีดพ่นโดยตรงที่ตัวปลวกหรือที่รังปลวกได้

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 13

บท ความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)



กลูโฟซิเนท - แอมโมเนียม
(glufosinate - ammonium)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organophosphorous  ประเภทไม่เจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอกโดยทางสัมผัสและมีฤทธิ์ในทางดูดซึม
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  1,625  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  2,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชล้มลุกและยืนต้นทั่วไป  รวมทั้งวัชพืชตระกูลหญ้า
พืชที่ใช้                   สวนผลไม้  สวนองุ่น  สวนผัก  สวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน
สูตรผสม                  18และ  20เอสแอล
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราตามคำแนะนำบนฉลาก  โดยฉีดพ่นที่ใบและส่วนที่กำลังเจริญเติบโตโดยตรง
การแก้พิษ                ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    - อย่าใช้  ถ้าคาดว่าจะมีฝนตกภายใน  6  ชั่วโมง
                             - ในสภาพที่มีอากาศร้อน  กลูโฟซิเนทจะออกฤทธิ์ได้มากกว่า
                             - ในการกำจัดวัชพืชใบกว้าง  ควรใช้ในระยะเริ่มเจริญเติบโต  สำหรับหญ้า  ควรใช้กำจัดในระยะเริ่มแตกหน่อ
                             - ไม่มีพิษต่อปลา
                             - วัชพืชจะแสดงอาการตายภายใน  2-5  วัน
                             - กำจัดวัชพืชใบกว้างได้ดีกว่าใบแคบ
                             - ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วกว่า  ไกลโฟเสท  แต่ช้ากว่า  พาราคว๊อท

ไกลโฟเสท
(glyphosate)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organophosphorous  ประเภทไม่เจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอก  ออกฤทธิ์โดยทางดูดซึมและเคลื่อนย้ายในต้นพืช
ความเป็นพิษ            

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 9

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


ไดมีฟูรอน
(dimefuron)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  oxadiazole  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชได้ทั้งในแบบก่อนงอก  และภายหลังงอกดูดซึมเข้าลำต้นได้โดยทางราก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  2,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  1,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบกว้าง
พืชที่ใช้                   พืชตระกูลกะหล่ำ  ถั่วและสัปปะรด
สูตรผสม                  50ดับบลิวพี
การแก้พิษ                ยาแก้พิษโดยเฉพาะยังไม่เป็นที่ทราบกัน  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    นิยมใช้ผสมกับสารกำจัดวัชพืชอย่างอื่นเพื่อให้สามารถกำจัดวัชพืชได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ไดเม็ทธามีทริน
(dimethametryn)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  triazine  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชได้ทั้งก่อนงอกและภายหลังงอก  ดูดซึมได้ทางรากและใบ
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  3,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  2,150  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบกว้างประเภทล้มลุกและยืนต้น
พืชที่ใช้                   กำจัดวัชพืชในนาข้าวและไร่อ้อย

ไดไนตรามีน
(dinitramine)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทเจาะจงพืชและกำจัดแบบก่อนงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  3,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  (กระต่าย)  6,800  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบกว้างและหญ้าประเภทล้มลุก
พืชที่ใช้                   ฝ้าย  ถั่วลิสง  ถั่วเหลืองและทานตะวัน
สูตรผสม                  25อีซี

ไดยูรอน
(diuron)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  urea  กำจัดวัชพืชได้ทั้งแบบก่อนงอกและภายหลังงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  3,400  มก./กก.  อาจทำให้ดวงตาและผิวหนังระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าตีนนก  หญ้าตีนกา  หญ้าตีนติด  หญ้าไม้กวาด  หญ้ารังนก  หญ้านกสีชมพู  ผักเบี้ยใหญ่  ผักโขม  หญ้าอื่น ๆ  และวัชพืชใบกว้างอีกเป็นจำนวนมาก
พืชที่ใช้                   สัปปะรด  อ้อย  ชา  กาแฟ  มะละกอ  ส้ม  กล้วย  มันสำปะหลัง  ปาล์ม  ยางพารา  ฝ้าย  องุ่น  แอสพารากัส  และพืชที่ไม่ได้ทำการเพาะปลูก
สูตรผสม                  80ดับบลิวพี
อัตราใช้และวิธีใช้        โดยทั่วไปใช้อัตรา  365-725  กรัม/ไร่  ผสมกับน้ำ  ฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่ทันที  ภายหลังจากปลูกพืชเสร็จและก่อนที่วัชพืชจะงอก
การแก้พิษ                ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนัง  ให้ล้างออกด้วยน้ำกับสบู่จำนวนมาก ๆ  ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ  ถ้ากลืนกินเข้าไป  ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนทันทีแล้วให้กินถ่านยาแอ็คติเวทเต็ด  ซาร์โคล  แล้วนำส่งแพทย์  สำหรับแพทย์  ยาแก้พิษโดยเฉพาะยังไม่เป็นที่ทราบกัน  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    - อย่าใช้ในขณะที่มีแสงแดดจัดหรือกับดินปนทราย
                             - อย่าปลูกพืชที่อ่อนแอต่อไดยูรอน  ภายใน  12  เดือนหลังจากใช้
                             - เป็นสารไม่กัดกร่อนและไม่ระเหย

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 8

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)

ไซโคลซีดิม
(cycloxydim)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทเจาะจง  สำหรับพืชใบกว้างและกำจัดแบบ  ภายหลังงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก (หนู) มากกว่า  5,000  มก./กก.  ทางผิวหนังมากกว่า  2,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชตระกูลหญ้าทั้งประเภทล้มลุกและยืนต้น
พืชที่ใช้                   ฝ้าย  หอม  มันฝรั่ง  ถั่วเหลือง  ทานตะวันและผักต่าง ๆ
สูตรผสม                  20อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        ตามคำแนะนำบนฉลาก

ดาลาพอน
(dalapon)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organochlorine  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชก่อนปลูกและหลังปลูก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  9,330  มก./กก.  (sodium  salt)  ทางผิวหนัง  มากกว่า  2,000  มก./กก.  ทำให้ผิวหนังและดวงตาของผู้แพ้เกิดอาการระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าคา  หญ้าพง  หญ้าขน  หญ้าล้มลุกและหญ้ายืนต้นอื่น ๆ
พืชที่ใช้                   กาแฟ  ฝ้าย  ส้ม  อ้อย  มันสำปะหลัง  ปาล์มน้ำมัน  ยางพารา  มะพร้าว  กล้วย  แอสพารากัส  องุ่นและสวนป่า
สูตรผสม                  85เอสพี
อัตราใช้และวิธีใช้        กำจัดวัชพืชในสวนยางพารา  ใช้อัตรา  1.8  กก.ผสมกับน้ำ  80-100  ลิตร  ฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่  1  ไร่  สำหรับพืชอื่น ๆ  ใช้อัตรา  125-360  กรัม  ผสมกับน้ำ  20  ลิตร  ฉีดพ่นเป็นจุด ๆ  หรือทั่วแปลง  แล้วแต่ความเหมาะสม
การแก้พิษ                ถ้ามีอาการระคายเคืองที่ผิวหนังและดวงตาให้ล้างด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ  ถ้าคนไข้กลืนกินเข้าไป  ต้องทำให้คนไข้อาเจียนและหลีกเลี่ยงการดื่มหรือกินอาหารที่มีไขมัน  หรือแอลกอฮอล์ผสมอยู่  สำหรับแพทย์  รักษาตามอาการ  ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ
ข้อควรรู้                    - กัดกร่อน  โลหะ  ไม่ระเหยและไม่ติดไฟ
                            

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 3

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


อะนิโลฟอส
(anilofos)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organic  phosphate  ประเภทเจาะจงพืช  ใช้กำจัดวัชพืชภายหลังงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  1,000  มก./กก.  (หนูตัวผู้)  สำหรับหนูตัวเมีย  400  มก./กก.  อาจทำให้ดวงตาและผิวหนังระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าและวัชพืชใบแคบอื่น ๆ
พืชที่ใช้                   กำจัดวัชพืชในนาข้าว
สูตรผสม                  30อีซี  ,  1.5%  และ  %  จี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราตามคำแนะนำบนฉลาก  โดยใช้ในระยะที่วัชพืชมีใบอ่อน  2-5  ใบ  หรือภายหลังจากปักดำแล้ว  4-12  วัน
ข้อควรรู้                    - เป็นพิษต่อปลา
                             - ห้ามใช้กับเมล็ดข้าวโดยตรง
                             - ดูดซึมเข้าไปในต้นวัชพืชได้โดยผ่านทางรากและใบ
                             - ภายหลังจากใช้แล้ว  วัชพืชจะหยุดเจริญเติบโต  เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ  และตายในที่สุด
                             - เข้ากับสารกำจัดวัชพืชอย่างอื่นที่กำจัดวัชพืชใบกว้างได้  ยกเว้นสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง

อะซูแลม
(asulam)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  carbamate  ประเภทเจาะจงพืช  ใช้กำจัดวัชพืช  ภายหลังงอก  โดยการดูดซึมผ่านทางใบและรากไปยังส่วนต่าง ๆ  ของวัชพืช
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  มากกว่า  4,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  1,200  มก./กก.  (หนู)
วัชพืชที่กำจัดได้

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตในยางพารา

           การปลูกยางพาราในปัจจุบันนั้น  สามารถสร้างกำไรให้เกษตรกรได้มากกว่าในอดีตหลายเท่าตัว  แต่สิ่งสำคัญในการวางแผนหรือจัดการเรื่องการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ น้ำยางคุณภาพดี และให้ในปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งบางแปลงใช้ปุ๋ยเคมีอย่างหนักเพื่อเร่งปริมาณน้ำยาง โดยหารู้ไม่ว่า ผลผลิตยางที่ได้จากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ถึงปริมาณน้ำยางมากแต่เปอร์เซ็นต์เนื้อยาง(ความหนาแน่น)ที่ได้ จะต่ำกว่าแปลงที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อีกทั้งต้นทุนยังสูงกว่าด้วย  หรือเกษตรกรบางส่วนที่ยังขาดความรู้ โดนกระแสแรงโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ  รวมถึงการทำตลาดที่ผิดจรรยาบรรณ  ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการตลาดของปุ๋ยแทนที่จะได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพเต็มเม็ดเต็มหน่วย  กลับได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพแค่คำโฆษณา  จนทำให้ต้นยางที่ปลูกมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องรากเน่าโคนเน่า, หน้ายางตาย, น้ำยางไม่ได้คุณภาพ  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบกับรายได้ของเกษตรกรโดยเฉพาะกลุ่มที่ตื่นกระแสโฆษณา  ทำให้ผลผลิตที่ได้ลดต่ำลงเรื่อย ๆ  จนสุดท้ายแล้วกลายเป็นกรีดยางส่งค่าปุ๋ย  ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า  ดังนั้น การจะใช้สินค้าอะไรก็ตาม  อดีตเกษตรกรอย่างนายยักษ์เขียว จะนึกถึงก่อนซื้อเสมอ คือ
1. คุณภาพเทียบกับราคาขาย
2.ต้นทุนที่มากับสินค้าที่เราจะใช้เสมอ ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนค่าโฆษณา ค่าบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ (ซึ่ง ผู้ใช้คือผู้จ่าย)
3. ความจริงใจของผู้ขาย ว่าโฆษณาบนหลักของความจริงหรือไม่ (ประเภท "เขียวคามือ" อันนี้ได้มาจากเพื่อนเกษตรกรเล่าให้ฟัง)
4. ผลดีและผลเสียกับต้นไม้ที่ได้ในระยะยาวเมื่อใช้สินค้า ว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เกษตรกรอย่างเราต้องตากแดดตัวดำหา มาหรือไม่ 
เอาแค่ 4 ข้อนี้ เราก็สามารถเลือกสิ่งดี ๆ ให้ต้นไม้ที่เราฟูมฟักได้แล้ว  ตอนนี้มาเข้าเรื่องเทคนิคการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตในยางพาราเลยดีกว่า
 (นายยักษ์เขียว)

ที่มา : www.phkaset.com
1. การกำจัดวัชพืช
      1. ไถและพรวนดินอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก
      2. ใช้แรงงาน ขุด ถาก ดาย หรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืชออกดอก
      3. ใช้วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น คลุมโคน ต้นยางเฉพาะต้น หรือตลอดแถว เว้นระยะพอควรไม่ชิดโคนต้นยาง
      4. ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ได้แก่ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซิมา เพอราเรีย และซีรูเลียม ห่างจากแถวยางประมาณ 2 เมตร
 
2. การปลูกพืชคลุม
          การปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวยางเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช และลดการชะล้างและพังทลายของ ดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนสามารถปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วย ใน โดยช่วงแรกของการปลูกอาจปลูกพืชอื่นแทนพืชคลุมดิน อาทิ พืชผักหรือไม้ผลที่มีอายเก็บเกี่ยวสั้นระหว่างช่องว่างของต้นยางได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผักกินใบ เช่น ผักกาดหอม,หอมแบ่ง,ถั่ว,ฯลฯ หรือ ไม้้ผล เช่น กล้วยน้ำว้า,ฯลฯ  แต่ต้องระมัดระวังหมั่นควบคุมป้องกันในเรื่องของแมลงศัตรูและโรค ซึ่งอาจกระทบกับยางพาราด้วย

3.  การใช้ปุ๋ยในสวนยาง
          การใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด
                   ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด คือ ปุ๋ยที่ใส่ตั้งแต่เริ่มปลูกจนต้นยางได้ขนาดกรีด ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่ ปุ๋ยรองก้นหลุม  และ ปุ๋ยบำรุง
          ปุ๋ยรองก้นหลุม เป็นปุ๋ยที่เร่งให้รากงอกและแผ่ขยายเร็ว ปุ๋ยรองก้นหลุมที่แนะนำใช้ในสวนยางได้แก่ ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ยักษ์เขียว(แถบเขียว) วิธีใส่ ปุ๋ยรองก้นหลุม โดยขุดดินแยกเป็น 2 ส่วนคือ ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง ใช้ดินบนกลบลงในหลุมก่อน ส่วนดินล่างใช้คลุกกับปุ๋ยหิน ฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม + ปุ๋ยอินทรีย์ยักษ์เขียว สูตร 2 อัตรา 1 กิโลกรัม ผสมดินก้นหลุม ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นยางมีอัตราการรอดตายสูงและการเจริญเติบโตในช่วงแรกดีขึ้น
          ปุ๋ยบำรุง  เป็นปุ๋ยที่ใส่เพื่อเร่งให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็ว สามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตสูง ปุ๋ยบำรุงที่แนะนำ ใช้ในสวนยางก่อนเปิดกรีด จำนวน 2 สูตร คือ
                   
สูตร 20-8-20 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางเดิม
                   
สูตร 20-10-12 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางใหม่
            ในกรณีที่ต้องการลดต้นทุนปุ๋ยเคมี สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตรายักษ์เขียว ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ โดยใส่ในอัตราดังในตาราง  จะช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ประมาณ 20-50 เปอร์เซ็นต์  โดยจะทำให้สามารถให้น้ำยางได้ดีมากกว่าและอายุการให้น้ำยางของต้นนานกว่า ต้นไม่โทรม หมดปัญหาหน้ายางตาย เนื่องจากยักษ์เขียว มีธาตุอาหารที่ครบถ้วนกว่า และปลดปล่อยธาตุอาหารได้ต่อเนื่องและยาวนานกว่าปุ๋ยเคมี และยังทำให้สภาพดินดีขึ้น
          สำหรับช่วงยางต้นเล็ก  อาจฉีดพ่นด้วย ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น(ฝาแดงหรือฝาเขียว) เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ต้นแข็งแรงเจริญเติบโตได้ดี ทนแล้ง และยางสามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้น


 ระยะเวลา และอัตราการใส่ยักษ์เขียวที่ใช้กับต้นยางก่อนเปิดกรีด
ปีที่
อายุต้นยาง (เดือน)
เขตปลูกยางเดิม
เขตปลูกยางใหม่
ปุ๋ยอินทรีย์  ยักษ์เขียว
(กรัม/ต้น)**
ปุ๋ยอินทรีย์  ยักษ์เขียว
(กรัม/ต้น)**

ดินร่วนเหนียว
ดินร่วนทราย
ดินทุกชนิด


1
2
5
11
200
200
260
250
280
340
200
200
250


2
14
16
23
300
300
300
400
400
400
250
250
300

3
28
36
430
430
500
500
360
360

4
40
47
500
500
650
650
440
440

5
52
59
550
550
800
800
540
540

6
64
71
800
800
1000
1000
700
700

**100 กรัม = 1 ขีด(1 กำมือ)
          ในขณะที่ต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยบริเวณรอบโคนต้นยางในรัศมีทรงพุ่มใบ (อาจฉีดเสริมด้วย ไบโอเฟอร์ทิล  เพื่อเร่งการเจริญเติบโต  ช่วยทำให้ต้นให้น้ำยางได้เร็วขึ้น)  หลังจากนั้นเมื่อต้นยางอายุ 2 ปีขึ้นไป ใส่เป็นแถบ 2 ข้าง ในบริเวณระหว่างแถวยางตามแนวทรงพุ่มของต้นยาง โดยวิธีคราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดิน หรือขุดหลุมลึกประมาณ 15-30  เซนติเมตร(1 หน้าจอบ) จากผิวดิน จำนวน 2 หลุมต่อต้น
การใส่ปุ๋ยยางพาราหลังเปิดกรีด
                การใส่ปุ๋ยให้แก่ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว แนะนำให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยักษ์เขียว อัตรา 2-4 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ครั้งแรกใส่ในต้นฤดูฝนหลังจากยางผลัดใบ ขณะที่ใบเพสลาด คือ ประมาณปลายเดือนเมษายน - พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม -กันยายน โดยหว่านปุ๋ยในบริเวณห่างจากโคนต้นยางประมาณ 3 เมตร หรือบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยาง คราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดินที่ ระดับความลึกประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร  โดยในช่วงก่อนเปิดกรีดประมาณ 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 หรือ 16-16-16  ทับหน้าบาง ๆ ในอัตรา  200 กรัมต่อต้น(2 กำมือ)  ก็จะทำให้ได้ผลผลิตน้ำยางมากและสม่ำเสมอตลอดช่วงการเปิดกรีด
เทคนิคการเพิ่มน้ำยางและการทำให้หน้ายางนิ่ม
          ในการกรีดยางนั้น หากต้องการน้ำยางเพิ่ม และรักษาให้หน้ายางนิ่มอยู่เสมอ แนะนำให้ใช้ ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรไล่แมลง หรือ สูตรเร่งขนาดผล,หัว) ปริมาณ 6 ส่วนผสมน้ำ อีก 4 ส่วน  ฉีดพ่นบริเวณที่เปิดกรีด ทุก ๆ 3-5 วัน จะทำให้ได้น้ำยางมากขึ้น หน้ายางนิ่ม กรีดง่าย
การแก้ปัญหารากเน่า โคนเน่า
          เรื่องที่สำคัญซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปลอม(ที่ใช้เคมีมาผสม) บ่อย ๆ ก็ คือ  ปัญหาเรื่องดินเสื่อมสภาพ ทำให้รากดูดซึมปุ๋ยได้น้อย  ให้ผลผลิตน้อย และเกิดปัญหารากเน่าตามมา เนื่องจากดินเสียสภาพไปจากเดิมที่เคยเป็น  ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดกับพื้นที่ที่ปลูกยางมานาน  โดยขาดการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ใส่แต่ปุ๋ยเคมี ก็จะประสบปัญหานี้มาก  ซึ่งหากต้นเป็นโรคแล้วต้องรีบแก้ไขทันที เพราะโรคนี้สามารถระบาดในแปลงได้รวดเร็ว 
การแก้ไขเฉพาะหน้า(เร่งด่วน)  สำหรับต้นที่เป็นโรคแล้วทำได้โดย  ใช้ เมธาแล็กซิล + แมนโคเซป  อัตรา 40+40 กรัมผสมน้ำ 5-10 ลิตร  ราดบริเวณรากโดยรอบของต้นให้ทั่ว  โดยใช้ติดต่อกันประมาณ 2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน  จากนั้นประมาณ 15 วันให้ใช้  ชีวภัณฑ์กำจัดโรคพืช ไตรโคแม็ก  อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ  20 ลิตร  ราดบาง ๆ  บริเวณรากหรือทั่วพื้นที่  ทุก ๆ  3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันการเข้าทำลายและกลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันที่ต้นเหตุ(สำหรับทั้งพื้นที่ใหม่และเก่ารวมถึงพื้นที่ ที่ประสบปัญหา)  สาเหตุหลัก ๆ ซึ่งเกิดในทุกพื้นที่ ก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยเกินไป โดยขาดการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงต้น  ซึ่งปุ๋ยเคมีนั้น  โดยคุณสมบัติจะช่วยกระตุ้นและเป็นแหล่งอาหารให้พืชก็จริงอยู่ แต่ก็มีผลเสียเช่นกัน โดยเมื่อใส่เป็นประจำ จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดจัด  มีเกลือสะสมมาก  จนเป็นสาเหตุให้ดินเสื่อมสภาพ กระด้าง  จนรากพืชไม่สามารถดูดซึมอาหารและเนื้อปุ๋ยไปใช้ได้และหากตกค้างมากก็ยังเป็นพิษกับรากพืชอีกด้วย  ดังนั้น การใส่ปุ๋ยให้ต้นยาง จึงควรเน้นที่ปุ๋ยอินทรีย์แท้(ไม่ปนเคมี)  เป็นหลักแล้วเสริมปุ๋ยเคมีเพื่อกระตุ้นในบางช่วงก็เป็นการเพียงพอแล้ว  ดังแนวทางที่กล่าวไว้ในข้อ 1  ก็จะทำให้ต้นยางมีสภาพสมบูรณ์  ปัญหาเรื่องโรคน้อย และยังเป็นการประหยัดต้นทุนลงจากเดิมได้อีกด้วย
การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช  สำหรับยางเล็กที่ยังไม่เปิดกรีด  ช่วงแรกอาจพบมีการระบาดของแมลงศัตรูพืช และในต้นที่เปิดกรีดแล้ว(โดยเฉพาะปลวก) แนะนำให้ใช้ ชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลง "เมทา-แม็ก" ซึ่งสามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูได้หลายชนิด(ดูรายละเอียดตามฉลาก)  ผสมน้ำในอัตรา  50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน หรือฉีดพ่นเมื่อพบมีว่ามีการเข้าทำลาย