แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเขือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเขือ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการปลูกมะเขือเทศ

สภาพอากาศที่เหมาะสม
ฤดูหนาว เป็นฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียสซึ่งต้นจะแข็งแรงและติดผลมาก ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพลดลง และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ง่าย
ปัญหาการปลูกมะเขือเทศใน ฤดูฝนคือ ในฤดูฝนมีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของโรคหลายชนิด และมะเขือเทศบางพันธุ์ผลจะแตกง่ายเมื่อฝนตกแต่ถ้าต้องการจะปลูกมะเขือเทศใน ฤดูฝนสิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือ
1. เลือกพื้นที่ปลูกที่สูงมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ
2. ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5-6.8
3. ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมคือให้ผลดกในฤดูฝนและฤดูร้อน
4. มีการปฏิบัติรักษาอย่างถูก ต้องดีคือ เตรียมดินใส่ปุ๋ยถูกต้อง ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้โรคทำลายก่อนแล้วจึงคิดป้องกันกำจัด ปกติผู้ปลูกที่ประสบความสำเร็จมักใช้สารป้องกันกำจัดแมลงและเชื้อราสูงกว่า ในฤดูปกติ
สภาพดินและการเตรียมดิน
ดินที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศมากที่สุดควรเป็นดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูงและมีการระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ประมาณ 6.5-6.8 ถ้า ดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจะทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไปจนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อ ต้นพืช สามารถทราบปริมาณธาตุอาหารต่าง ๆ ในดินบริเวณ  โดยการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์
การปลูกมะเขือเทศโดยทั่ว ไปไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมา ก่อน เช่น พริก มะเขือและยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคต่าง ๆ สะสมอยู่ในดิน ซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเป็นโรคได้ง่าย
การเตรียมดินสำหรับปลูก มะเขือเทศต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ดินต้องมีการระบายน้ำดี กำจัดวัชพืชให้หมด เพราะวัชพืชนอกจากจะแย่งน้ำ อาหารและแสงแดดแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงได้อย่างดีอีกด้วย ดังนั้น ถ้าหากมีการเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกจะป้องกันการงอกของวัชพืชไปได้นาน ควรเตรียมดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร  ถ้าใช้เครื่องทุ่นแรงหรือรถไถ 2-3 ครั้ง โดยไถกลบดินไปมาและตากดินให้แห้ง 3-4 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียดพอควร อย่าให้ละเอียดมากเกินไป เพราะมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ ถ้าหากดินเป็นกรดหรือเสื่อมสภาพจากปุ๋ยเคมี ให้ใช้สารปรับสภาพดินชนิดน้ำ “ไดนาไมท์” อัตราตามที่แนะนำ (ไดนาไมท์ 1 ลิตรต่อพื้นที่ 3-5 ไร่ ผสมน้ำและปล่อยไปกับระบบน้ำ) หรือ ผสมน้ำ อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นบริเวณผิวดินให้ชุ่มทั่วแปลง  ก่อนการเพาะปลูก 2 อาทิตย์

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 18

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


โมลิเนท
(molinate)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  thiocarbamate : azipine  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกและภายหลังงอก  ออกฤทธิ์ในทางดูดซึมโดยผ่านทางรากได้อย่างรวดเร็ว
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  720  มก./กก.  (หนู)  ทางผิวหนัง  (กระต่าย)  3,536  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบกว้างและหญ้าต่าง ๆ
พืชที่ใช้                   ข้าว
สูตรผสม                  10%  จี

เอ็มเอสเอ็มเอ
(MSMA)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organoarsenic  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกและภายหลังงอก  ออกฤทธิ์ในทางสัมผัสและดูดซึมเข้าไปในต้นพืช
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  700  มก./กก.  ทำให้ผิวหนังและดวงตาระคายเคืองเล็กน้อย

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 17

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)



เมธาเบ็นซ์ไธอายูรอน
(methabenzthiauron)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  urea  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกและภายหลังงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู) มากกว่า  2,500  มก./กก. ทางผิวหนัง มากกว่า  500  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         กำจัดวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่  และวัชพืชพวกหญ้า
พืชที่ใช้                   ถั่ว  กระเทียม  มันฝรั่งและหอม
สูตรผสม                  อยู่ในรูปผงผสมน้ำ  (ดับบลิวพี)
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้ตามคำแนะนำบนฉลาก
ข้อควรรู้                    - ไม่เป็นพิษต่อผึ้งและปลา
                             - อย่าใช้ผสมกับยูเรียและปุ๋ยน้ำอย่างอื่น
                             - ขณะที่ใช้ดินควรมีความชื้น
                             - ภายหลังจากใช้  14-20  วัน  วัชพืชจึงจะตาย
                             - ไม่กำจัดวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยราก

เมโตลาคลอร์
(metolachlor)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  acetanilide  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบก่อนงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  2,780  มก./กก.  ทางผิวหนัง  3,100  มก./กก.  อาจทำให้ดวงตาและผิวหนังระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบแคบหรือหญ้าล้มลุกและวัชพืชใบกว้างบางชนิด
พืชที่ใช้                   ข้าวโพด  ถั่วเหลือง  ฝ้าย  กะหล่ำปลี  หอม  กระเทียม  ข้าวฟ่าง  ทานตะวัน  มะเขือเ

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 10

บท ความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)

ดีพีเอกซ์ – แอล - 5300
(DPX – L - 5300)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  sulfon , urea  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  มากกว่า  5,000  มก./กก.  ทางผิวหนัง  (กระต่าย)  มากกว่า  2,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชใบกว้างและหญ้าต่าง ๆ
พืชที่ใช้                   ข้าวสาลี  ข้าวบาเลย์
สูตรผสม                  75%  เอสซี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้ตามคำแนะนำบนฉลาก
การแก้พิษ                ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนังให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่จำนวนมาก ๆ  ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ  และถ้ามีอาการระคายเคืองให้ปรึกษาแพทย์

ดีเอสเอ็มเอ
(DSMA)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organoarsenic  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบภายหลังงอกโดยทางสัมผัส
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  1,800  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าชนิดต่าง ๆ  โดยกำจัดแบบภายหลังงอก
พืชที่ใช้                   ฝ้าย  ส้ม  และกำจัดวัชพืชในพื้นที่มิได้ทำการเพาะปลูก
สูตรผสม                  80%  เอสพี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราตามคำแนะนำบนฉลาก  ผสมน้ำแล้วฉีดพ่นที่ต้นวัชพืชโดยตรง  กำจัดวัชพืชในไร่ฝ้าย  ควรให้ฝ้ายมีความสูงประมาณ  3-4  นิ้ว  จนถึงระยะออกดอก  และไม่ควรใช้เกิน  2  ครั้ง  ต่อหนึ่งฤดูปลูก
ยาแก้พิษ                  ยาบีเอแอล  (BAL)
ข้อควรรู้                    - ไม่กัดกร่อนโลหะ
                             - ใช้ผสมกับ  2,4-ดี  ได้
                             - ให้ผลดีที่สุดในการกำจัดวัชพืชที่อยู่ในระยะที่เป็นต้นอ่อนและกำลังเจริญเติบโต

อีพีทีซี
(EPTC)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  thiocarbamate  ประเภทเจาะจงพืช  กำจัดวัชพืชแบบก่อนงอก
ความเป็นพิษ            

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 4

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ นำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)



เบ็นซัลฟูรอน  เม็ทธิล
(bensulfuron  methyl)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  urea , sulphonyl  urea : pyrimidine  ประเภท เจาะจงวัชพืช  ออกฤทธิ์ในทางดูดซึม  และเข้าไปยับยั้งการแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโตของวัชพืช  กำจัดวัชพืชได้ทั้งก่อนงอกและในระยะเริ่มงอก
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  มากกว่า  10,985  มก./กก.  ทางผิวหนัง  (กระต่าย)  มากกว่า  2,000  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         กำจัดวัชพืชใบกว้างประเภทล้มลุกในนาข้าวได้อย่างกว้างขวาง  รวมทั้งหญ้าทรงกระเทียมด้วย
พืชที่ใช้                   ใช้กำจัดวัชพืชในนาข้าว
สูตรผสม                  10%  ดับบลิวพี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราตามคำแนะนำบนฉลาก
อาการเกิดพิษ            ทำให้ดวงตาเกิดอาการระคายเคือง
การ แก้พิษ                ถ้าเข้าตาให้ล้างตาทันทีด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ  นานอย่างน้อย  15  นาที  แล้วไปหาแพทย์  ถ้ากินเข้าไป  ต้องทำให้คนไข้อาเจียนทันทีด้วยการให้คนไข้ดื่มน้ำ  2  แก้วแล้วล้วงคอด้วยนิ้ว  ถ้าคนไข้หมดสติ  อย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่คนไข้  แล้วไปหาแพทย์  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    - ห้ามใช้ผสมกับสารกำจัดวัชพืชอย่างอื่น

เบ็นซูไลด์
(bensulide)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  organophosphorous  ประเภทเจาะจงพืช  ใช้กำจัดวัชพืชก่อนงอก  หรือคุมวัชพืช
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  770  มก./กก.  (หนู)  ทางผิวหนัง  3,950  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         วัชพืชพวกหญ้าล้มลุกต่าง ๆ  และวัชพืชใบกว้าง
พืช ที่ใช้                   ใช้กำจัดวัชพืชในไร่ฝ้าย  ในสวนผัก  เช่น  กะหล่ำปลี  แครอท  กะหล่ำดอก  หอม  ผักกาดหอม  แตงกวา  พริกไทย  มะเขือเทศและข้าว
สูตรผสม                  50%  อีซี  และ  48%  อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราและวิธีตามคำแนะนำบนฉลาก
การแก้พิษ               

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

สารกำจัดวัชพืช(ยาฆ่าหญ้า) ตอนที่ 2

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ชื่อสารเคมี(ชื่อสามัญ) ชนิดต่างๆ  มาเผยแพร่ให้เกษตรกร,ผู้สนใจ,ฯลฯ ได้รู้ถึงประโยชน์, อันตราย, และความเป็นพิษเพื่อจะได้เลือกใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง(ในกรณีที่จำเป็น) มิได้ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้อ่านใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น เพียงแต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี  ก็ควรใช้อย่างรู้คุณและโทษของมันอย่างถูกต้อง และได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไปทุกบาททุกสตางค์ และไม่ทำให้ผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรและผู้ใช้เองต้องตกเป็นเหยื่อของพิษ ภัยจากการใช้สารเคมีโดยมิได้รู้แจ้ง ซึ่ง ทางผู้โพสหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไปไม่มากก็น้อย  สำหรับท่านที่มีเพื่อน,มิตร,ญาติสนิท,ฯลฯ ที่ทำเกษตร หรือเกี่ยวข้องทางด้านนี้อยู่ ก็รบกวนช่วยนำไปเผยแพร่นะครับ ผมเองได้ข้อมูลมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำการเกษตรอยู่ จาก หนังสือ "สารกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย"  เป็นหนังสือที่หาค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่ทราบว่ามีตีพิมพ์อีกหรือไม่ แต่ข้อมูลก็ยังสามารถใช้ได้ดีอยู่ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้คนรักต้นไม้,เกษตรกร,หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ทราบกัน
 (นายยักษ์เขียว)


อะลาคลอร์
(alachlor)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  anilide  ที่ใช้ทางดินและเป็น  protein  synthesis  inhibitor  ซึ่งให้ผลในทางควบคุมเมล็ดพืชมิให้งอก  (pre  emergence)
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  (หนู)  1,800  มก./กก.  ทางผิวหนัง  13,300  มก./กก.  ทำให้ดวงตาและผิวหนังระคายเคือง
วัชพืชที่กำจัดได้         ใช้ควบคุมมิให้เมล็ดพืชงอก  เช่น  หญ้าขน  หญ้าตีนนก  หญ้าปากควาย  หญ้าปล้อง  หญ้าข้าวนก  หญ้าตีนไก่  หญ้ากุศลา  หญ้าหางหมา  ผักโขม  ผักโขมหวาน  หญ้าชันอากาศ  วัชพืชใบแคบและใบกว้างอื่น ๆ
พืชที่ใช้                   ข้าวโพด  อ้อย  มันสำปะหลัง  ถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  ถั่วลิสง  หอม  กระเทียม  ผักตระกูลกะหล่ำ  มะเขือเทศ  และพริก
สูตรผสม                  45.1%  และ  48%  อีซี
อัตราใช้และวิธีใช้        ใช้อัตราแตกต่างกันออกไปตามชนิดของดินทั่ว ๆ ไปใช้อัตราระหว่าง  500-1,000  ซีซี  ผสมกับน้ำ  60-80  ลิตร  ฉีดพ่นคลุมดิน
อาการเกิดพิษ            หากถูกบริเวณผิวหนัง  อาจทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง  ถ้าเข้าตาทำให้ดวงตาระคายเคือง  ถ้ากินเข้าไป  ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และท้องเสีย
การแก้พิษ                ถ้าเกิดพิษที่ผิวหนัง  ให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่จำนวนมาก ๆ  ถ้าเข้าตา  ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดนานประมาณ  15  นาที  ถ้ากินเข้าไป  อย่าทำให้อาเจียน  ให้คนไข้รับประทานยาแอ็คติเวทเต็ด  ซาร์โคล  2-4  ช้อนโต๊ะ  ละลายกับน้ำ  1  แก้ว  แล้วนำผู้ป่วยส่งแพทย์  รักษาตามอาการ
ข้อควรรู้                    - ให้ใช้ก่อนวัชพืชงอกหรือก่อนพืชที่ปลูกงอก
                             - ภายหลังการฉีดพ่น  ถ้ามีฝนตกลงมาภายใน  10  วัน  จะให้ผลดีมาก
                             - ใช้ผสมฉีดพ่นร่วมกับสารกำจัดวัชพืชอื่น ๆ ได้เป็นจำนวนมาก  รวมทั้งปุ๋ย
                             - คงตัวอยู่ในดินได้นาน  6-10  สัปดาห์
                             - อย่าใช้กับดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงกว่า  10%

อะมีทรีน
(ametryn)
การออกฤทธิ์             เป็นสารกำจัดวัชพืช  triazine  ประเภทเจาะจง  กำจัดวัชพืชได้ทั้งก่อนงอก  และภายหลังจากงอกแล้ว
ความเป็นพิษ             มีพิษเฉียบพลันทางปาก  1,110  มก./กก.  ทางผิวหนัง  มากกว่า  8,160  มก./กก.
วัชพืชที่กำจัดได้         หญ้าตีนนก  หญ้าขน  หญ้าตีนกา  หญ้ากุศลา  หญ้าชันอากาศ  หญ้าหางหมา  ผักโขม  ผักโขมหวาน
พืชที่ใช้